เหงาแย่เลย! ‘มูรินโญ่’ คืนถิ่น เรอัล มาดริด ท่ามกลางยุคผลัดใบ เมื่อคู่ปรับเก่าพากันแห่รับงานคุมทีมชาติ

‘จอมคนผู้โดดเดี่ยว’: โชเซ่ มูรินโญ่ คืนถิ่นมาดริด ในยุคที่ยอดกุนซือรุ่นเก๋าแห่หนีไปคุมทีมชาติBK8

ผ่านไปแล้ว 12 วัน นับตั้งแต่ โชเซ่ มูรินโญ่ ก้าวเท้ากลับเข้ามารับตำแหน่งเฮดโค้ชของ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด เป็นคำรบที่สอง ปัจจุบันเขากำลังประเมินขุมกำลัง ต้องการนักเตะใหม่เข้ามาเสริมทัพเพิ่มเติม (นอกจากกองหลังเก๋าเกมที่เพิ่งคว้าตัวมา) และกำลังเฝ้ารอให้นักเตะที่ไปลุยศึกฟุตบอลโลกรอบลึกๆ ทยอยกลับมารายงานตัวช่วงปรีซีซั่น

แต่สิ่งหนึ่งที่แฟนบอลเฝ้ารอคอยที่สุดในการกลับมาของ ‘เดอะ สเปเชียล วัน’ คือ “สงครามจิตวิทยา” การจิกกัดผ่านสื่อ หรือการดวลฝีปากกับคู่ปรับเก่า… ทว่า ปัญหาเดียวในตอนนี้คือ คู่ต่อสู้ระดับตำนานของเขาต่างพากันหายหน้าหายตาไปจากเวทีสโมสรเกือบหมดแล้ว!

🌍 เสน่ห์ของ ‘ทีมชาติ’ ที่ดึงดูดยอดกุนซือ

นับเป็นเวลากว่าทศวรรษที่มูรินโญ่ก้าวเข้ามาคุมสโมสรยักษ์ใหญ่เพื่อล่าความสำเร็จ แต่สิ่งที่แปลกไปในการกลับมาครั้งนี้ คือบรรดากุนซือตัวท็อปที่เขาเคยฟาดฟันด้วย ต่างพากันเปลี่ยนเส้นทางอาชีพ:

  • เป๊ป กวาร์ดิโอล่า: ขอพักร้อนหลังอำลา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (เพิ่งปฏิเสธงานคุมทีมชาติอิตาลีไปหมาดๆ)
  • คาร์โล อันเชลอตติ: หันไปคุมทีมชาติบราซิล
  • เจอร์เก้น คล็อปป์: เพิ่งเปิดตัวเป็นกุนซือทีมชาติเยอรมนีคนใหม่
  • ซีเนดีน ซีดาน: จ่อเปิดตัวรับงานคุมทีมชาติฝรั่งเศสในสัปดาห์หน้า

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังจบฟุตบอลโลก สหพันธ์ฟุตบอลระดับชาติเริ่มมีงบประมาณมหาศาลจากการเติบโตของทัวร์นาเมนต์ฟีฟ่า ทำให้พวกเขาสามารถจ่ายค่าเหนื่อยก้อนโตเพื่อดึงตัวกุนซือระดับ “มาสเตอร์” ไปคุมทีมได้

ปัจจุบัน 4 จาก 7 กุนซือหลังสุดที่คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (ซีดาน, คล็อปป์, อันเชลอตติ และ โธมัส ทูเคิ่ล) ล้วนโบกมือลาฟุตบอลระดับสโมสรไปคุมทีมชาติกันหมดแล้ว

👨‍🏫 ‘พี่ใหญ่’ ท่ามกลางกุนซือรุ่นใหม่ไฟแรง

การหายไปของบรรดายอดกุนซือ ทำให้เกิด “สุญญากาศ” ในวงการฟุตบอลระดับสโมสร และผลักให้ มูรินโญ่ ในวัย 63 ปี (ผู้ผ่านงานโค้ชมา 26 ปี คว้าแชมป์ลีก 3 ประเทศ และถ้วยยุโรปอีก 2 สมัย) กลายเป็น “ผู้อาวุโส” อย่างแท้จริง

เมื่อหันไปมองคู่แข่งในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2026-27 มูรินโญ่จะต้องเผชิญหน้ากับเหล่ากุนซือหน้าใหม่ที่เพิ่งก้าวขึ้นมาจับงานใหญ่:

  • พรีเมียร์ลีก อังกฤษ: ตัวแทนแชมเปี้ยนส์ลีกอย่าง ลิเวอร์พูล (อันโดนี่ อิราโอล่า), แมนฯ ยูไนเต็ด (ไมเคิ่ล คาร์ริค) และ แมนฯ ซิตี้ (เอนโซ่ มาเรสก้า) ล้วนเป็นกุนซือที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ไม่ถึง 8 เดือน และหากนำประสบการณ์คุมทีมลุยแชมเปี้ยนส์ลีกของทั้ง 3 คนมารวมกัน ยังมีแค่ 7 นัดเท่านั้น!
  • กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี: โคโม ทีมน้องใหม่เวทียุโรป คุมทัพโดย เชส ฟาเบรกาส กุนซือหนุ่มวัย 39 ปี ส่วนทีมใหญ่อย่าง นาโปลี (แม็กซ์ อัลเลกรี), โรม่า (จาน ปิเอโร่ กัสเปรินี่) และ อินเตอร์ มิลาน (คริสเตียน คิวู) ต่างก็เพิ่งเข้ามารับงานได้แค่ฤดูกาลเดียวหรือน้อยกว่านั้น

ในขณะที่ดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง รูเบน อโมริม (เอซี มิลาน) และ ชาบี อลอนโซ่ (เชลซี) ก็ยังอยู่ในช่วงตั้งไข่เพื่อสร้างชื่อกับต้นสังกัดใหม่ในลีกที่ไม่ได้ไปลุยแชมเปี้ยนส์ลีก

⚔️ หรือนี่คือยุคเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง?

คู่ปรับเก่าเพียงไม่กี่คนที่มูรินโญ่จะได้เจอหน้าอย่างคุ้นเคยในเวทีลาลีกา คงเหลือแค่ มานูเอล เปเยกรีนี่ กุนซือจอมเก๋าของ เรอัล เบติส (ที่มูรินโญ่เคยวิจารณ์อย่างหนักในยุคแรก) และ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ที่ยังคงปักหลักคุม แอตเลติโก มาดริด เป็นปีที่ 15

การกลับมาของ โชเซ่ มูรินโญ่ ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การลุ้นทวงความยิ่งใหญ่ให้ เรอัล มาดริด แต่มันคือบทพิสูจน์สำคัญว่า กุนซือจอมแทคติกจากยุคคลาสสิก จะสามารถยืนหยัดและใช้ประสบการณ์อันเก๋าเกม สยบเหล่า “โค้ชรุ่นลูก” ที่กำลังขึ้นมาครองวงการฟุตบอลระดับสโมสรได้หรือไม่!