“มาช้าแต่ชัวร์!” เจสัน สตีล เปิดใจถึงโมเมนต์สุดล้ำค่า หลังติดทีมชาติอังกฤษหนแรกในวัย 35 ปี – BK8
ในโลกของฟุตบอลที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว โอกาสมักดูเหมือนจะเป็นของคนหนุ่มสาวเสมอ แต่สำหรับ เจสัน สตีล นายทวารวัย 35 ปีของ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน เขาเพิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า ความมุ่งมั่นและการไม่ยอมแพ้ สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้ในทุกช่วงวัย
บรรยากาศหลังเกมพรีเมียร์ลีกนัดที่ ไบรท์ตัน เปิดบ้านเฉือนชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีภาพที่น่าประทับใจเกิดขึ้น แม้สตีลจะใช้เวลา 90 นาทีบนม้านั่งสำรอง (ซึ่งเป็นบทบาทปกติของเขาในฐานะมือสองรองจาก บาร์ต แฟร์บรูกเก้น) แต่เพื่อนร่วมทีมกลับช่วยกันผลักดันให้เขาก้าวออกไปชูหมัดฉลองกับแฟนบอล เพื่อร่วมยินดีกับการถูก โธมัส ทูเคิ่ล เรียกติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในชีวิต
การยอมรับที่มีค่ามากกว่าถ้วยรางวัล
สตีล ซึ่งไม่ได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีกเลยนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2024 และเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บไหล่ที่ทำให้เขาต้องพักยาวตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน 2025 ยอมรับว่าปฏิกิริยาจากเพื่อนร่วมทีมและสตาฟฟ์โค้ช ทำให้เขาตื้นตันใจอย่างมาก
“สิ่งนั้นมีความหมายกับผมมากกว่าอะไรทั้งหมด” สตีลกล่าวถึงโมเมนต์ที่ทุกคนปรบมือต้อนรับเขาในห้องประชุมทีม “มันแสดงให้เห็นว่าคุณมีความหมายต่อผู้คนรอบข้างแค่ไหน มันตื้นตันมาก สำหรับผมแล้ว การเป็นคนดีและเพื่อนร่วมทีมที่ดี มันสำคัญกว่าอะไรที่ผมจะไขว่คว้าได้ในโลกฟุตบอลเสียอีก”
ยกเลิกทริปครอบครัวเพื่อ ‘สิงโตคำราม’
โอกาสนี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะปฏิเสธ สตีลและครอบครัวต้องยกเลิกแผนไปพักผ่อนในช่วงเบรกทีมชาติทันที เพื่อเตรียมตัวเข้าแคมป์ทีมชาติสำหรับเกมอุ่นเครื่องกับ อุรุกวัย และ ญี่ปุ่น ที่สนามเวมบลีย์ ซึ่งอาจเป็นเวทีให้เขาได้พิสูจน์ตัวเองเพื่อลุ้นติดทีมไปลุยฟุตบอลโลกช่วงกลางปีนี้
คนแรกที่เขาโทรหาคือคุณพ่อ ซึ่งสตีลเผยว่าครอบครัวคือเบื้องหลังสำคัญที่คอยดึงเขาขึ้นมาในวันที่ตกต่ำ นอกจากนี้ เขายังได้ต่อสายหา โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ อดีตกุนซือไบรท์ตัน และ เบน โรเบิร์ตส์ อดีตโค้ชผู้รักษาประตู ผู้ซึ่งเล็งเห็นทักษะการใช้เท้าและความเยือกเย็นของเขา จนช่วยชุบชีวิตเส้นทางค้าแข้งให้เขากลับมาแจ้งเกิดได้อีกครั้ง
การรอคอยที่แสนยาวนานและการไถ่บาป
ย้อนกลับไปในอดีต สตีลเคยติดทีมชาติอังกฤษชุดเยาวชนมาแล้วถึง 33 ครั้ง และเคยเป็นตัวแทนทีมชาติสหราชอาณาจักรลุยศึกโอลิมปิก 2012 ที่ลอนดอน ครั้งสุดท้ายที่เขาสวมเสื้อสิงโตคำรามคือเกม U21 ที่พ่ายอิสราเอลในปี 2013 (ในฐานะตัวสำรองของ แจ็ค บัตแลนด์)
เส้นทางของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แฟนบอลหลายคนอาจจำเขาได้จากช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดกับ ซันเดอร์แลนด์ ซึ่งทีมต้องตกชั้นสองฤดูกาลติดและตัวเขาเองก็โดนวิจารณ์อย่างหนักจากความผิดพลาด (เรื่องราวถูกถ่ายทอดผ่านสารคดีดัง Sunderland ‘Til I Die) ก่อนที่ไบรท์ตันจะดึงตัวเขามาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัวในปี 2018 และเขาก็ไม่เคยหันหลังกลับไปมองอดีตอันเลวร้ายนั้นอีกเลย
“โดยปกติแล้ว การเล่นชุดเยาวชนคือโปรแกรมที่เตรียมพร้อมคุณสำหรับโอกาสชุดใหญ่แบบนี้… มันอาจจะมาช้ากว่าที่เราต้องการไปสักหน่อย!” สตีลกล่าวติดตลก
“ผมรู้สึกขอบคุณสโมสรแห่งนี้มากๆ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ทำงานหนักมาตลอด ผมต้องให้เครดิตตัวเองด้วย มันคือเส้นทางที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ความพยายาม และการเสียสละ ในวัย 35 ปี ผมยังคงมีแรงจูงใจที่จะพัฒนาตัวเอง ผมยังรักการทำงานหนักในยิม รักการพุ่งตัวลงพื้นทุกวัน และในที่สุดมันก็ผลิดอกออกผล”
เรื่องราวของ เจสัน สตีล คือเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า ไม่ว่าอดีตจะเคยพังทลายแค่ไหน หากเรายังคงก้มหน้าทำงานหนักและรักษามาตรฐานของตัวเองไว้ โอกาสที่เฝ้ารอก็อาจมาเคาะประตูบ้านในวันที่เราไม่คาดคิดเสมอ