ฟุตบอลโลก 2026 กำลังจะกลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็เสี่ยงที่จะเป็น “ทัวร์นาเมนต์ที่สร้างมลพิษมากที่สุด” ในประวัติศาสตร์ จากผลการวิเคราะห์ล่าสุดพบว่า การตัดสินใจขยายจำนวนทีมเป็น 48 ทีมและจัดการแข่งขันกระจายตัวทั่วทวีปอเมริกาเหนือ ส่งผลให้แฟนบอลต้องเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นระยะทางรวมกันมหาศาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รอยเท้าคาร์บอนที่มหาศาล
จากการวิเคราะห์โดย BBC Sport แฟนบอลอังกฤษที่เดินทางไปเชียร์ทีมรักทุกนัดจนถึงรอบชิงชนะเลิศ อาจสร้างรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) สูงถึง 3.5 ตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการเปิดเครื่องทำความร้อนในบ้านที่สหราชอาณาจักรนานถึง 19 เดือน หรือเทียบเท่ากับการผลิตถุงพลาสติกถึง 34,000 ใบ
ดร. สจ๊วร์ต พาร์กินสัน จากกลุ่ม Scientists for Global Responsibility (SGR) ระบุว่านี่คือตัวเลขที่ “น่าตกใจอย่างยิ่ง” เพราะการปล่อยคาร์บอนในระดับนี้สำหรับแฟนบอลเพียงคนเดียว ถือเป็นปริมาณที่สูงกว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของคนทั้งปีในประเทศที่ยากจนกว่าบางประเทศถึง 2-3 เท่า
เดินทางไกลกว่าเส้นรอบโลก
ระยะทางในการเดินทางเป็นปัจจัยหลักของปัญหา แฟนบอลที่ติดตามทีมจากยุโรปจะต้องเดินทางรวมกันหลายหมื่นไมล์ โดยเฉพาะแฟนบอลจากแอฟริกาใต้ที่มีแนวโน้มจะต้องเดินทางไกลที่สุด หากทีมชาติของพวกเขาผ่านเข้าสู่รอบชิงฯ ระยะทางรวมอาจสูงถึง 26,000 ไมล์ ซึ่งสร้างผลกระทบทางคาร์บอนต่อคนสูงถึง 5.9 ตันต่อคน ซึ่งเกินกว่าค่าเฉลี่ยการปล่อยก๊าซคาร์บอนของคนทั่วไปทั้งปีในประเทศแอฟริกาใต้เสียอีก
ความพยายามของ FIFA vs ความเป็นจริง
FIFA ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่าตระหนักถึงผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและยินดีรับฟังการตรวจสอบ โดยอ้างถึงมาตรการรักษ์โลกต่างๆ เช่น การเลือกใช้สนามเดิมที่มีอยู่แล้ว, การส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะ และโครงการปลูกต้นไม้ทั่วอเมริกาเหนือ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมมองว่า มาตรการเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะหักล้างกับการขยายตัวของทัวร์นาเมนต์
“การลดการเดินทางทางอากาศคือวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดรอยเท้าคาร์บอน การที่ FIFA ตัดสินใจขยายการแข่งขันกลับเป็นการบ่อนทำลายความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเสียเอง พวกเขาควรคิดถึงการลดขนาดทัวร์นาเมนต์ ไม่ใช่การขยายให้ใหญ่ขึ้น” ดร. พาร์กินสัน กล่าวเสริม
อนาคตของฟุตบอลโลก
รายงานจาก SGR ประเมินว่า รอยเท้าคาร์บอนโดยรวมของฟุตบอลโลก 2026 อาจสูงถึง 9 ล้านตัน ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยใน 4 ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่องค์กรกีฬาระดับโลกต้องกลับมาขบคิดว่า “ความยิ่งใหญ่” ของกีฬา ควรแลกมาด้วย “ความยั่งยืนของโลก” ที่ลดลงหรือไม่
ในขณะที่ฟุตบอลโลก 2030 และ 2034 กำลังจะมาถึงด้วยรูปแบบการจัดงานที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎระเบียบ แต่เป็นวิกฤตที่แฟนบอลทั่วโลกต้องตระหนักและร่วมกันหาทางออก เพื่อไม่ให้มหกรรมความสุขของมวลมนุษยชาติกลายเป็นภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าโลกจะแบกรับไหว
ความเห็นจากผู้เขียน: แม้ฟุตบอลโลกจะเป็นทริปแห่งชีวิตของแฟนบอล แต่ในยุคที่โลกเผชิญกับวิกฤตภูมิอากาศ การตระหนักถึงผลกระทบจากการเดินทางคือสิ่งจำเป็นครับ การสร้างสมดุลระหว่าง “ความหลงใหลในกีฬา” และ “จิตสำนึกต่อโลก” คือความท้าทายที่แท้จริงของแฟนบอลในยุคนี้