ไกลสุดขอบฟ้า! “นิวคาสเซิล” กับการเดินทาง 5,061 ไมล์สู่อาเซอร์ไบจาน — บทพิสูจน์ความอึดเมื่อ “ระยะทาง” คือศัตรูตัวฉกาจ – BK8
การจบอันดับที่ 12 ในรอบ League Phase ของศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ทำให้ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ต้องเจอกับ “งานงอก” สองเด้ง หนึ่งคือต้องมาเหนื่อยเล่นรอบเพลย์ออฟเพื่อหาตั๋วเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย และสองคือคู่แข่งดันเป็น คาราบัก ทีมแกร่งจากอาเซอร์ไบจาน
ค่ำคืนวันพุธนี้ ลูกทีมของ เอ็ดดี้ ฮาว จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ (ที่คงไม่อยากจดจำนัก) ด้วยการเป็นสโมสรอังกฤษที่เดินทางไกลที่สุดในการแข่งขันรายการนี้ ด้วยระยะทางไป-กลับกว่า 5,061 ไมล์ (ประมาณ 8,100 กิโลเมตร) ทำลายสถิติเดิมของ เชลซี ที่เคยมาเยือนที่นี่เมื่อปี 2017
ฟอร์แมตใหม่ = ภาระใหม่
การปรับรูปแบบแชมเปียนส์ ลีก เป็นระบบลีก 36 ทีมในฤดูกาลนี้ ส่งผลให้ระยะทางการเดินทางรวมของทุกสโมสรพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 313,131 ไมล์ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ไครัต ทีมจากคาซัคสถาน ที่ต้องบินไกลถึง 8,594 ไมล์ไปเยือน ลิสบอน ของโปรตุเกส ซึ่งเป็นการเดินทางที่ไกลที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน ทำให้นักเตะต้องเผชิญกับภาวะ Jet Lag และความล้าสะสมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อาถรรพ์ “ตะวันออก” ของทีมผู้ดี
สถิติที่น่ากังวลสำหรับแฟนสาลิกาดงคือ สโมสรจากอังกฤษมักทำผลงานได้ไม่ดีนักเมื่อต้องเดินทางไกลไปเยือนโซนยุโรปตะวันออก
-
ตุรกี: นับตั้งแต่นรกที่อิสตันบูลของแมนยูฯ ปี 1993 ทีมจากอังกฤษชนะได้เพียง 7 จาก 20 นัด
-
ยูเครน: ทีมจากอังกฤษมีเปอร์เซ็นต์ชนะเพียง 26% ในการไปเยือน
-
กรีซ: อาร์เซนอลและหลายทีมมักตกม้าตายเมื่อต้องบิน 3-4 ชั่วโมงไปเจอกองเชียร์ที่ดุดัน
ความเหนื่อยล้า vs คุณภาพทีม
นิวคาสเซิลเองก็มีปัญหาเรื่องเกมนอกบ้านในฤดูกาลนี้ โดยชนะได้เพียง 3 จาก 13 นัดในพรีเมียร์ลีก แถมยังต้องเดินทางไกลที่สุดในลีกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว (เพราะที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุด) อย่างไรก็ตาม หากวัดกันที่คุณภาพเพียวๆ นิวคาสเซิลยังดูเหนือกว่ามาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับฟอร์มล่าสุดที่ คาราบัก โดน ลิเวอร์พูล ถล่มเละ 6-0 ที่แอนฟิลด์ในเกมสุดท้ายของรอบลีก
คืนนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่า “ความห่างชั้นของฝีเท้า” จะเอาชนะ “ความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง” ได้หรือไม่ เอ็ดดี้ ฮาว ต้องวางแผนให้ดี เพราะระยะทาง 8,000 กิโลเมตร ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ สำหรับสภาพร่างกายนักเตะ