BK8 – สยายปีกพ้นร่มเงา: ‘วัลเวร์เด้’ จากผู้ปิดทองหลังพระ สู่มัจจุราชผู้ดับฝันแมนซิตี้
ฟุตบอลมักมีที่ทางให้กับอัจฉริยะผู้สง่างามเสมอ แต่บางครั้ง โลกก็ต้องการคนงานที่พร้อมจะวิ่งพล่านและถวายชีวิตเพื่อทีม… เป็นเวลานานเหลือเกินที่ เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ ต้องทำหน้าที่นั้น ภายใต้ร่มเงาอันยิ่งใหญ่ของ ลูก้า โมดริช, โทนี่ โครส, คาเซมิโร่ หรือแม้แต่ จู๊ด เบลลิงแฮม
แต่วันนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ค่ำคืนวันพุธที่ผ่านมา ณ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว วัลเวร์เด้ จัดการตะบันแฮตทริกใส่ทีมมหาเศรษฐีอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พาทัพราชันชุดขาวถล่มไป 3-0 นี่ไม่ใช่แค่การเล่นที่ยอดเยี่ยม แต่มันคือการประกาศให้โลกรับรู้ว่า เขาไม่ใช่แค่อะไหล่ชั้นดีอีกต่อไป
เด็กหนุ่มผู้ปฏิเสธการวิ่ง
ตลกร้ายก็คือ หากย้อนกลับไปในวันวานที่มอนเตวิเดโอ คำวิจารณ์ที่หนักหนาที่สุดของวัลเวร์เด้ในวัยเด็กคือ “เขาไม่ชอบวิ่ง” ชูเอโก้ แปร์โดโม่ โค้ชเยาวชนของเขาที่สโมสร เปนารอล เคยอยากจับเขาไปเล่นกองกลาง แต่ไอ้หนูจอมมั่นใจในตอนนั้นกลับประกาศกร้าวว่า เขาอยากเล่นเป็นเบอร์ 10 ที่ไม่ต้องรับผิดชอบเกมรับมากนัก พรสวรรค์ของเขามีล้นเหลือมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เขาสามารถเลี้ยงบอลหลอกคู่แข่งหัวปั่นได้ง่ายดาย เหมือนกับที่เขาเพิ่งทำใส่แผงมิดฟิลด์ร้อยล้านของแมนฯ ซิตี้นั่นแหละ
พรสวรรค์นี้เตะตาแมวมองทั่วยุโรป อาร์เซน่อล เคยพยายามใช้ อเล็กซิส ซานเชซ เป็นกุญแจสำคัญในการจีบเขาไปร่วมทีม ในขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ บาร์เซโลน่า ก็จับตาดูอย่างใกล้ชิด แต่สุดท้ายเป็น เรอัล มาดริด ที่คว้าอัญมณีเม็ดนี้ไปเจียระไน
วินัย โภชนาการ และการเสียสละ
สิ่งที่ทำให้วัลเวร์เด้ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะระดับท็อป ไม่ใช่แค่พรสวรรค์ แต่คือ “ทัศนคติ” และความเอาใจใส่ในรายละเอียด เรอัล มาดริด วางแผนโภชนาการให้เขาตั้งแต่ยังอยู่กับเปนารอล เพื่อเปลี่ยนร่างที่ผอมบางให้กลายเป็นเครื่องจักร โดยกำหนดมื้อเช้าที่เฉพาะเจาะจงสุดๆ ได้แก่ วอลนัต 5 เม็ด, น้ำผลไม้ และขนมปังโฮลวีต ตามด้วยผลไม้ กาแฟใส่นม และแซนด์วิชแฮมชีสในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา
ความทุ่มเทนั้นผลิดอกออกผล วัลเวร์เด้กลายเป็นฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้ เขาลงเล่นแทบทุกนาที เล่นได้ทั้งแบ็กซ้าย แบ็กขวา กลางรับ กลางรุก หรือปีกขวา ในเกมที่ถล่มแมนซิตี้ เขาวิ่งบดขยี้คู่แข่งไปถึง 7.1 ไมล์ (ราว 11.4 กิโลเมตร)
คำสดุดีแด่ความสมบูรณ์แบบ
แฮตทริกแรกในแชมเปียนส์ลีกของเขา นำมาซึ่งคำยกย่องที่ทะลักท้น สื่อดังอย่าง Marca ถึงกับนิยามว่าเขาคือ “อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่, โทนี่ โครส, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่ถูกหลอมรวมอยู่ในคนๆ เดียว”
ในขณะที่หนังสือพิมพ์ L’Equipe ของฝรั่งเศสที่ขึ้นชื่อเรื่องความเค็มในการให้คะแนน มอบคะแนน 10/10 เต็มให้เขา ซึ่งในประวัติศาสตร์มีนักเตะเพียง 21 คนเท่านั้นที่เคยได้รับ
“ผมหมดคำจะพูดแล้วล่ะ เขาคือนักฟุตบอลที่ถูกประเมินค่าต่ำที่สุดบนดาวเคราะห์ดวงนี้มานานหลายปี” เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เพื่อนร่วมทีมมาดริดกล่าวชื่นชม
ส่วน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือเรือใบสีฟ้า ก็ได้แต่ยอมรับสภาพ: “ผมไม่รู้เลยว่าเขาสามารถเล่นได้กี่บทบาทกันแน่… เขาเหลือเชื่อมาก”
วันนี้ ป้ายกำกับคำว่า ‘Under-rated’ ถูกฉีกทิ้งไปแล้วอย่างเป็นทางการ หนึ่งทศวรรษหลังจากการจากบ้านเกิด “เจ้านกน้อย” (El Pajarito – ฉายาในวัยเด็กเพราะรูปร่างบอบบาง) ได้สยายปีกอันแข็งแกร่งจนเต็มวัย
และหากฟอร์มระดับมาสเตอร์พีซที่ดับฝันแมนซิตี้ยังไม่พอที่จะทำให้เขากลายเป็นซูเปอร์สตาร์เต็มตัว ศึกฟุตบอลโลก 2026 ช่วงซัมเมอร์นี้กับทีมชาติอุรุกวัย… จะเป็นเวทีที่โลกทั้งใบต้องจดจำชื่อของ เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ อย่างแน่นอน