BK8thai – สัจธรรมที่โหดร้าย: มรสุมของ “เรกรากี” และเงาของ “ชาบี” ท่ามกลางความคาดหวังที่หนักอึ้งของโมร็อกโก
ในโลกของฟุตบอล ความสำเร็จในอดีตไม่เคยการันตีอนาคต… วาลิด เรกรากี กุนซือวัย 50 ปี ผู้เคยเนรมิตปาฏิหาริย์พาทีมชาติโมร็อกโก ทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ (ไปได้ไกลที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติแอฟริกา) กำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่อาจพัดเขาตกจากเก้าอี้ ก่อนที่ศึกฟุตบอลโลก 2026 จะเปิดฉากขึ้นในอีกเพียง 4 เดือน
แม้สมาคมฟุตบอลโมร็อกโกจะออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องการลาออก แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่คือ พวกเขาได้เริ่มทาบทามตัวแทนเอาไว้แล้ว และหนึ่งในชื่อที่โดดเด่นที่สุดคือ ชาบี เอร์นานเดซ อดีตยอดมิดฟิลด์และกุนซือของบาร์เซโลน่า ทว่าแหล่งข่าววงในระบุว่า กุนซือชาวสแปนิชวัย 46 ปีรายนี้ “อยากรับงานหลังจากจบฟุตบอลโลกช่วงซัมเมอร์นี้” มากกว่าที่จะเข้ามารับเผือกร้อนในเวลานี้
รอยร้าวจากการพ่ายแพ้ในบ้านเกิด
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เก้าอี้ของเรกรากีสั่นคลอน คือความล้มเหลวในศึก “แอฟริกาคัพออฟเนชันส์” ทั้งในปี 2023 (ตกรอบ 16 ทีม) และล่าสุดในปี 2025 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพ โมร็อกโกหมายมั่นปั้นมือที่จะคว้าแชมป์รายการนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1976 แต่กลับต้องมาอกหักพ่ายแพ้ต่อ เซเนกัล ในช่วงต่อเวลาพิเศษของนัดชิงชนะเลิศที่เต็มไปด้วยข้อกังขา
ก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่ม เรกรากีเคยกล่าวไว้ว่า “เราไม่สามารถชนะคู่แข่ง 5-0 ได้ทุกนัด ทีมต้องรู้จักอดทนและเผชิญกับความยากลำบาก” แต่ดูเหมือนว่าสไตล์การเล่นที่เน้นผลการแข่งขัน (Pragmatic) จะไม่ตอบโจทย์แฟนบอลและผู้บริหารอีกต่อไป
ความหวังที่เติบโต จนกลายเป็นแรงกดดัน
ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การสนับสนุนของสมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 โมร็อกโกได้ทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา พวกเขามีสนามแข่งขันระดับโลก ศูนย์ฝึกซ้อมที่ทันสมัย และนักเตะที่ค้าแข้งอยู่ในลีกสูงสุดของยุโรป
การลงทุนเหล่านั้น นำมาซึ่ง “ความคาดหวัง” ที่สูงลิบลิ่ว การผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ฟุตบอลโลก ไม่ใช่ความสำเร็จสูงสุดอีกต่อไป แต่มันกลายเป็น “มาตรฐานขั้นต่ำ” ที่ทีมชาติต้องทำให้ได้ สังคมโมร็อกโกไม่ได้ต้องการแค่ชัยชนะ แต่พวกเขาต้องการชัยชนะที่สวยงามและสมศักดิ์ศรี
หากเรกรากีต้องก้าวลงจากตำแหน่ง เขาจะถูกจดจำในสองแง่มุมเสมอ… ในด้านหนึ่ง เขาคือวีรบุรุษที่พาชาติตัวเองไปสัมผัสความยิ่งใหญ่บนเวทีโลก แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาคือกุนซือที่ไม่สามารถมอบถ้วยแชมป์ในบ้านเกิดได้ ทั้งที่มีทรัพยากรทุกอย่างพร้อมสรรพอยู่ในมือ
และไม่ว่าใครก็ตาม (รวมถึง ชาบี เอร์นานเดซ) ที่จะเข้ามารับไม้ต่อในอนาคต พวกเขาจะต้องแบกรับความคาดหวังที่หนักอึ้งนี้ต่อไป ในกลุ่ม C ของศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่มี บราซิล, สกอตแลนด์ และ เฮติ รอคอยเป็นบททดสอบอยู่