ฝ่ามรสุมสู่ดวงดาว! ย้อนรอย ‘อิตาลี’ แชมป์โลก 2006: 6 กองหน้า, มันสมองลิปปี้ และหัวใจหินผาของคันนาวาโร่

BK8 – จากรอยน้ำตาสู่แชมป์โลก: ถอดรหัสความสำเร็จของ ‘อิตาลี’ ในฟุตบอลโลก 2006

ชาวอิตาเลียนมักมีวิธีเอาชนะความยากลำบากในแบบฉบับของตัวเองเสมอ แชมป์โลกสมัยที่ 4 ของพวกเขาไม่ได้มาพร้อมกับฟอร์มการเล่นที่สวยหรูที่สุด แต่มันเต็มไปด้วย “ดราม่า” และความแข็งแกร่งทางจิตใจที่ยากจะหาทีมใดเทียบติด

ทัพอัซซูร์รี่เดินทางไปเยอรมนีพร้อมกับมรสุมลูกใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอิตาลีอย่างคดี ‘กัลโชโปลี’ (Calciopoli) สโมสรยักษ์ใหญ่ถูกปรับตกชั้นและริบแชมป์ ท่ามกลางสภาพจิตใจที่บอบช้ำ แต่เหมือนประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย อิตาลีมักจะรีดเร้นพลังแฝงออกมาได้เสมอเมื่อพวกเขาถูกต้อนให้จนมุม เหมือนที่เคยทำได้ในปี 1982

มันสมองของ ‘มาร์เชลโล่ ลิปปี้’

เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือปรมาจารย์จอมแท็กติก มาร์เชลโล่ ลิปปี้ เขาไม่ได้เน้นฟุตบอลที่สวยงาม แต่เน้น “ความยืดหยุ่นและวินัย” ลิปปี้เลือกใช้ระบบ 4-2-3-1 ในช่วงท้ายทัวร์นาเมนต์ ซึ่งเป็นระบบที่แปลกประหลาด เพราะแนวรุกทั้ง 4 คนทำหน้าที่คล้าย “ตัวล่อ” มากกว่าตัวจบสกอร์

ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ ลงเล่นในบทบาทเพลย์เมกเกอร์ที่ต้องวิ่งไล่บอลอย่างหนัก ลูก้า โทนี่ เจ้าของรางวัลรองเท้าทองคำยุโรป ยิงได้เพียง 2 ประตูในทัวร์นาเมนต์นี้ แต่พวกเขาล้วนเป็นฟันเฟืองที่เสียสละเพื่อเปิดพื้นที่ให้ทีเด็ดจากแดนหลัง

สถิติสุดทึ่ง: 6 กองหน้า และกำแพงหินผา

ความแยบยลของลิปปี้แสดงออกผ่านสถิติที่น่าเหลือเชื่อ เขาหนีบกองหน้าไปเยอรมนีถึง 6 คน และ กองหน้าทั้ง 6 คนสามารถทำประตูได้ทั้งหมด (ยาควินต้า, จิลาร์ดิโน่, อินซากี้, ต๊อตติ, โทนี่ และ เดล ปิเอโร่)

ในขณะที่เกมรุกกระจายกันยิง เกมรับของพวกเขาก็เหนียวแน่นดุจกำแพงเหล็ก ตลอด 7 นัด (เล่นต่อเวลา 2 นัด) อิตาลีเสียไปเพียง 2 ประตูเท่านั้น! ซึ่งมาจากการทำเข้าประตูตัวเองของ ซัคคาร์โด้ และจุดโทษของ ซีเนดีน ซีดาน ในนัดชิงชนะเลิศ ไม่มีคู่แข่งคนไหนเจาะตาข่ายพวกเขาจากโอเพ่นเพลย์ได้เลยแม้แต่คนเดียว

ศิลปินลูกหนัง และ นักรบจากเนเปิลส์

ความสวยงามของอิตาลีชุดนี้มาจากแนวลึก อันเดรีย ปิร์โล่ คือห้องเครื่องผู้เปี่ยมไปด้วยจินตนาการ วิสัยทัศน์ในการจ่ายบอลของเขาทำให้อิตาลีควบคุมเกมรุกได้อย่างเบ็ดเสร็จ

แต่หากจะหา “สัญลักษณ์” ของทีมชุดนี้ คงหนีไม่พ้น ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ปราการหลังเลือดเนื้อเชื้อไขชาวเนเปิลส์ แม้จะมีความสูงเพียง 175 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าตัวเล็กมากสำหรับตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก แต่การอ่านเกม การยืนตำแหน่ง และหัวใจนักสู้ที่พร้อมเอาตัวเข้าแลก ทำให้เขาชนะการดวลกับกองหน้าระดับโลกนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะจังหวะหยุด เธียร์รี่ อองรี ในนัดชิงชนะเลิศ ฟอร์มอันไร้ที่ติส่งให้เขากลายเป็นกองหลังคนสุดท้ายที่คว้ารางวัล บัลลงดอร์ มาจนถึงทุกวันนี้

จุดไคลแมกซ์ที่ชี้ชะตา

โมเมนต์ที่บ่งบอกความเป็นอิตาลีชุดนี้ได้ดีที่สุด คือช่วง 2 นาทีสุดท้ายของการต่อเวลาพิเศษในรอบรองชนะเลิศกับเยอรมนี เจ้าภาพ ท่ามกลางความกดดันมหาศาล ปิร์โล่ จ่ายบอลทะลุช่องแบบมองไม่เห็นให้ ฟาบิโอ กรอสโซ่ ปั่นโค้งเสียบเสาไกลอย่างงดงาม ก่อนที่ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ จะมาตอกฝาโลงในวินาทีสุดท้าย

และในนัดชิงชนะเลิศกับฝรั่งเศส นอกเหนือจากดราม่า “เฮดบัตต์” บรรลือโลกของซีดานใส่ มาร์โก มาเตราซซี่ แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่อิตาลีสามารถล้างอาถรรพ์ เอาชนะการดวลจุดโทษในฟุตบอลโลกได้สำเร็จ หลังจากที่เคยต้องหลั่งน้ำตามาแล้วในปี 1990, 1994 และ 1998

อิตาลีชุดแชมป์โลก 2006 อาจไม่ใช่ทีมที่เล่นเกมรุกดุดันที่สุด แต่มันคือบทพิสูจน์ที่ว่า ฟุตบอลไม่ได้วัดกันแค่ที่ทักษะส่วนตัว แต่มันคือเรื่องของแท็กติก หัวใจที่หลอมรวมเป็นหนึ่ง และความสามารถในการยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง… แม้ในวันที่พายุโหมกระหน่ำรุนแรงที่สุดก็ตาม