เปิดใจแข้งเหล็ก! ‘เจมส์ มิลเนอร์’ ยก ‘คล็อปป์’ กุนซือเบอร์หนึ่ง เผยเบื้องหลังความสำเร็จและฉายาแข้งน่าเบื่อ

BK8ตัวตนหลังเสื้อแข่ง: เจมส์ มิลเนอร์ กับความทรงจำ คล็อปป์ และการยืนหยัดบนสังเวียนลูกหนัง

หากจะหานักเตะสักคนที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่น วินัย และความเป็นมืออาชีพ ชื่อของ เจมส์ มิลเนอร์ คงอยู่ในอันดับต้นๆ ของวงการลูกหนังอังกฤษ ดาวเตะวัย 40 ปีผู้นี้เพิ่งจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการทำลายสถิติลงเล่นในพรีเมียร์ลีกสูงสุดตลอดกาลที่ 656 นัด

จากเด็กหนุ่มวัย 16 ปีที่ทำประตูแรกในสีเสื้อของลีดส์ ยูไนเต็ด ทีมรักในบ้านเกิด สู่การเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยสร้างยุคทองให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล วันนี้เขามาร่วมเปิดใจถึงเรื่องราวลึกๆ ที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มและหยาดเหงื่อตลอด 20 กว่าปีบนผืนหญ้า

เจอร์เก้น คล็อปป์: กุนซือที่ดีที่สุดในดวงใจ

เมื่อถูกถามถึงผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดที่เคยร่วมงานด้วย แม้จะผ่านการคุมทีมของยอดกุนซือมากมาย แต่มิลเนอร์ยกย่องให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ คือที่สุดแห่งความทรงจำ

“ถ้ามองในภาพรวม ผมต้องยกให้เจอร์เก้นครับ ทั้งในฐานะลูกผู้ชาย คาแรคเตอร์ของเขา และวิธีที่เขายกระดับตัวผม ความสัมพันธ์ของเราคือการพูดคุยกันได้ตรงๆ ทุกเรื่อง” มิลเนอร์เล่าด้วยรอยยิ้ม

“เรามีเถียงกันบ้างครับ บางทีเขาก็บอกให้ผมหุบปาก แต่เขารู้ว่าผมแค่อยากช่วยทีม บางครั้งคุณเดินเข้าห้องแต่งตัวตอนพักครึ่ง คิดว่าจะต้องโดนด่าเละแน่ๆ แต่เขากลับใจเย็นสุดๆ ในขณะที่บางวันที่คุณเล่นดีมากๆ เขากลับหัวเสียกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพื่อกระตุ้นไม่ให้เราเหลิง… สิ่งที่เขาสร้างขึ้นที่ลิเวอร์พูล เป็นอะไรที่พิเศษมากจริงๆ”

น้ำตา บาดแผล และการต่อสู้กับขีดจำกัดของร่างกาย

แน่นอนว่าเส้นทางค้าแข้งไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มิลเนอร์ยอมรับว่าความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุดคือการตกชั้นกับลีดส์ ยูไนเต็ด และความพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (ทั้งลูกยิงจักรยานอากาศของ แกเร็ธ เบล และความเหนียวหนึบราวกับหุ่นยนต์ของ ติโบต์ กูร์กตัวส์)

แต่สิ่งที่ทดสอบสภาพจิตใจของเขาหนักที่สุด เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว กับอาการบาดเจ็บที่ทำให้เขาไม่สามารถยกเท้าตัวเองได้นานถึง 6 เดือนในวัย 39 ปี

“ทุกคนรวมถึงนักกายภาพคิดว่าอาชีพผมคงจบแล้ว” มิลเนอร์ยอมรับ “แต่นั่นแหละคือแรงผลักดัน ผมอยากพิสูจน์ว่าผมสามารถเอาชนะโชคชะตาได้ การได้กลับมาลงสนามอีกครั้งในปีนี้จึงเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับผม”

ฟุตบอลยุคใหม่ สนับแข้งจิ๋ว และตัวตนที่ไม่ได้ ‘น่าเบื่อ’

ด้วยประสบการณ์กว่า 2 ทศวรรษ มิลเนอร์มองเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายในโลกฟุตบอล ทั้งเรื่องดีอย่างสภาพสนามที่สมบูรณ์แบบ และเรื่องที่เขาขัดใจอย่างเทคโนโลยี VAR รวมถึงเทรนด์แปลกๆ ของนักเตะยุคนี้

“เด็กๆ สมัยนี้ใส่สนับแข้งอันนิดเดียว เพราะฟุตบอลเดี๋ยวนี้คุณแทบจะเข้าสกัดหนักๆ ไม่ได้แล้ว สมัยก่อนตอนผมขึ้นมาใหม่ๆ จังหวะแรกที่คุณได้บอล แบ็กฝั่งตรงข้ามจะพุ่งเข้ามาเสียบคุณจากด้านหลังทันที เพื่อเป็นการทักทาย” และเมื่อพูดถึงฉายา “Boring James Milner” (มิลเนอร์ผู้น่าเบื่อ) ในโลกโซเชียล เจ้าตัวกลับหัวเราะและยอมรับอย่างอารมณ์ดี “ผมไม่รังเกียจเลยนะ เราเอาเรื่องนี้มาล้อเล่นกันสนุกๆ ในห้องแต่งตัวด้วยซ้ำ… แต่จริงๆ แล้วผมเพิ่งเริ่มเรียนเปียโนเมื่อไม่กี่ปีมานี้นะ ตอนนี้พอจะเล่นเพลงของ Elton John กับ Adele ได้นิดหน่อยแล้วครับ”

ความภาคภูมิใจเหนือสถิติส่วนตัว

แม้จะเป็นเจ้าของสถิติลงสนามสูงสุด แต่มิลเนอร์กลับมองว่าความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต ไม่ใช่ตัวเลขส่วนตัว ทว่าเป็นการอุทิศตนเพื่อทีม

“การได้ย้ายไปแมนฯ ซิตี้ ในยุคที่พวกเขาห่างหายจากความสำเร็จมานาน และเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดแรกที่คว้าแชมป์และเริ่มต้นยุคทอง… จากนั้นก็ทำแบบเดียวกันที่ลิเวอร์พูล การได้ช่วยสโมสรถึงสองแห่งสร้างรากฐานแห่งความสำเร็จ นั่นคือสิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดครับ”

สำหรับ เจมส์ มิลเนอร์ ฟุตบอลไม่เคยเป็นเรื่องของชื่อเสียงเงินทอง แต่มันคือการลงมือทำ การทำงานหนัก และความรักที่บริสุทธิ์ต่อเกมลูกหนัง… และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขายังคงยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้