ลาก่อน โมฮาเหม็ด ซาลาห์: ชายผู้เป็นมากกว่าแค่นักฟุตบอล – BK8
348 วันผ่านไป… เก้าอี้ตัวใหม่ กล้องตัวใหม่ และการประกาศครั้งประวัติศาสตร์อีกครั้งจาก โมฮาเหม็ด ซาลาห์
เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว เขาเคยนั่งยิ้มบนเก้าอี้ขอบทองในแอนฟิลด์ บอกกับแฟนบอลหลังจากข่าวลือมากมายว่า “เรื่องราวจะดำเนินต่อไป” แต่วิดีโอที่เขาโพสต์ลงอินสตาแกรมให้ผู้ติดตามกว่า 66 ล้านคนได้ชมเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา กลับเต็มไปด้วยความหม่นหมอง เขานั่งลงหน้าตู้โชว์ถ้วยรางวัลที่บ้าน ถอนหายใจเฮือกใหญ่ กลืนน้ำลาย และเอ่ยประโยคที่แฟนบอลไม่อยากได้ยิน: “โชคไม่ดีเลยที่เวลาขยับมาถึงแล้ว… ผมจะย้ายออกจากลิเวอร์พูลเมื่อจบฤดูกาลนี้”
นี่คงไม่ใช่ฉากจบที่เขาวาดฝันไว้ตอนเซ็นสัญญา 2 ปีเมื่อเดือนเมษายนปีก่อน ในวัย 33 ปี ฤดูกาลนี้เต็มไปด้วยความยากลำบากที่คาดไม่ถึง ประตูที่เคยไหลมาเทมาตลอด 9 ปีในเมอร์ซีย์ไซด์เริ่มเหือดแห้ง สปีดความเร็วที่เคยกระชากผ่านฟูลแบ็กคู่แข่งครั้งแล้วครั้งเล่าเริ่มเลือนหาย สังขารคือคู่แข่งเพียงหนึ่งเดียวที่นักกีฬาไม่มีวันเอาชนะได้
ตำนานที่ยังมีลมหายใจแห่งแอนฟิลด์
แม้กาลเวลาจะพรากความเร็วไป แต่ตัวเลขและสถิติของ ซาลาห์ จะคงอยู่ตลอดกาล เขาคือดาวยิงสูงสุดอันดับ 4 ในยุคพรีเมียร์ลีก และด้วยผลงาน 255 ประตูจากการลงเล่น 435 นัดรวมทุกรายการ เขาคือดาวยิงสูงสุดอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์สโมสร เป็นรองเพียง เอียน รัช และ โรเจอร์ ฮันต์ นอกจากนี้ เขายังเป็นนักเตะคนเดียวในประวัติศาสตร์ 52 ปีที่คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของ PFA ได้ถึง 3 สมัย
การจากไปในเดือนพฤษภาคมนี้ ไม่ใช่แค่การเสียตำนานของลิเวอร์พูล แต่คือการบอกลาหนึ่งในนักเตะต่างชาติที่ดีที่สุดเท่าที่ฟุตบอลอังกฤษเคยมีมา เรื่องราวของเด็กชายจากหมู่บ้านเล็กๆ ในอียิปต์ ที่เอาชนะอุปสรรคมากมายเพื่อมาเขย่าเวทีพรีเมียร์ลีก จะเป็นที่จดจำเสมอ
ย้อนกลับไปในเดือนมิถุนายน 2017 คงไม่มีใครคาดคิดว่านักเตะค่าตัว 36.9 ล้านปอนด์ที่เคยล้มเหลวกับเชลซี จะกลายมาเป็นหัวหอกที่พาทีมคว้าทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย และแชมเปี้ยนส์ลีก 1 สมัย ฤดูกาลแรกของเขากับทีมคือปรากฏการณ์ ด้วยผลงาน 44 ประตูจาก 52 นัด ลูกยิงชิพข้ามหัว เอแดร์ซอน หรือลูกโซโล่เดี่ยวฝ่าวงล้อมแนวรับสเปอร์ส ล้วนเป็นภาพจำที่งดงาม
สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและรอยร้าวในฤดูกาลสุดท้าย
อิทธิพลของซาลาห์ก้าวข้ามขอบเขตของสนามหญ้า เขาคือซูเปอร์สตาร์ระดับโลกคนแรกจากแอฟริกาเหนือ เป็นดัง ‘ลิโอเนล เมสซี่ ของอียิปต์’ นิตยสาร Time ยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลของโลกในปี 2019 เขาคือความภาคภูมิใจและเป็นเสมือน “ลูกชาย” ของแฟนบอลทั่วตะวันออกกลาง ซึ่งนั่นทำให้ข่าวลือการย้ายไปโกยเงินใน ซาอุดี โปรลีก กับทีมอย่าง อัล อิตติฮัด ดูมีน้ำหนักและสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
ทว่า ฤดูกาลสุดท้ายของเขากลับเป็นปีที่มืดมนที่สุด ทั้งปัญหาความขัดแย้งกับ อาร์เน่ สล็อต ในเดือนพฤศจิกายน ที่เขาหลุดจากการเป็นตัวจริงจนออกมาให้สัมภาษณ์สะเทือนสโมสรว่า “จู่ๆ เราก็ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกัน… เหมือนสโมสรผลักผมไปอยู่ใต้ท้องรถบัส” แต่สิ่งที่สร้างบาดแผลลึกที่สุดในจิตใจของซาลาห์ในปีนี้ คือการจากไปอย่างกะทันหันของ ดีโอโก้ โชต้า เพื่อนร่วมทีมจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซาลาห์เคยโพสต์ด้วยความเจ็บปวดว่าเขา “หวาดกลัว” ที่จะกลับมาลิเวอร์พูล ภาพที่เขายืนกลั้นน้ำตาต่อหน้าอัฒจันทร์ฝั่งเดอะ ค็อป ในเกมนัดเปิดฤดูกาลที่แฟนบอลร้องเพลงสรรเสริญโชต้า คือเครื่องยืนยันว่าหัวใจของเขาบอบช้ำเพียงใด
วันที่ 24 พฤษภาคม ในเกมเปิดบ้านรับมือ เบรนท์ฟอร์ด จะเป็นนัดสุดท้ายที่เขาจะได้สัมผัสผืนหญ้าแอนฟิลด์ในสีเสื้อลิเวอร์พูล ท่ามกลางอนาคตที่ไม่แน่นอนของทีมและอาร์เน่ สล็อต แต่สิ่งหนึ่งที่การันตีได้คือ ซาลาห์ จะทุ่มเททุกหยาดเหงื่อเพื่อจบเส้นทางนี้อย่างสมเกียรติที่สุด
ไม่ว่าช่วงสัปดาห์สุดท้ายจะจบลงเช่นไร มรดกที่ซาลาห์ทิ้งไว้จะยังคงอยู่ เขาคือนักเตะที่ใช่ ในที่ที่ใช่ และในเวลาที่ใช่… ครั้งแล้ว ครั้งเล่า และตลอดไป