BK8 – รอยด่างพร้อยที่กอร์เนยา: เมื่อเสียงเชียร์ถูกแทนที่ด้วยความเกลียดชัง และบททดสอบจิตใจทัพกระทิงดุ
ฟุตบอลคือภาษาสากลที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน แต่เมื่อใดที่อคติและความเกลียดชังลุกลามเข้ามาในอัฒจันทร์ ความสวยงามบนผืนหญ้าก็ถูกบดบังจนมิด… ค่ำคืนที่ เอสตาดี กอร์เนยา-เอล ปราต ในเมืองบาร์เซโลน่า ควรจะเป็นค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองของทีมชาติสเปนในการเตรียมความพร้อมสู่ฟุตบอลโลก แต่ภาพที่ปรากฏกลับกลายเป็นประเด็นฉาวที่สั่นสะเทือนไปทั้งวงการ
เสียงตะโกนที่ทำร้ายหัวใจ
หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ กุนซือทัพ “กระทิงดุ” เน้นย้ำก่อนเกมว่านี่ไม่ใช่แค่แมตช์อุ่นเครื่องธรรมดา แต่มันคือการรักษามาตรฐานของการเป็นทีมเต็งระดับโลก แฟนบอลกว่า 37,000 คน ตอบรับเสียงเพรียกนั้นด้วยการเข้ามาเชียร์จนเต็มความจุ ทว่าบรรยากาศที่คึกคักกลับแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมน เมื่อมีแฟนบอลกลุ่มใหญ่ตะโกนเหยียดเชื้อชาติและศาสนาพร้อมกันว่า “ใครไม่กระโดดคือมุสลิม” ถึงสองครั้งในช่วงครึ่งแรก
เสียงสะท้อนนี้ไม่เพียงแต่ไร้ความเคารพต่อคู่แข่งอย่างอียิปต์ แต่พวกเขายังหลงลืมไปว่า หนึ่งในเพชรเม็ดงามของทีมชาติสเปนอย่าง ลามีน ยามาล ก็เติบโตมาในครอบครัวมุสลิมเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น แฟนบอลบางส่วนยังโห่ใส่เพลงชาติอียิปต์ โห่ใส่นายกรัฐมนตรีสเปน และแสดงพฤติกรรมเย้ยหยันใส่ อิสซา กองกลางอียิปต์ ที่คุกเข่าจูบผืนหญ้าเพื่อสวดมนต์ในช่วงพักครึ่ง
คำประกาศกร้าว: “ความรุนแรงไม่มีที่ยืนในฟุตบอล”
ปฏิกิริยาจากฝั่งสเปนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด สมาคมฟุตบอลสเปน (RFEF) สั่งให้มีการประกาศเตือนผ่านเครื่องขยายเสียงและหน้าจอในสนามทันทีในช่วงพักครึ่ง เพื่อหยุดยั้งพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติ
หลังจบเกม หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ ไม่ปิดบังความผิดหวัง เขาให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“เราขอต่อต้านทัศนคติที่เหยียดเชื้อชาติและเกลียดชังชาวต่างชาติอย่างสิ้นเชิง มันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ คนที่ใช้ความรุนแรงต้องถูกตัดออกจากสังคม พวกเขาแค่ฉวยโอกาสใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือ”
ด้าน ราฟาเอล โลซาน ประธาน RFEF ก็ออกมาย้ำว่า นี่คือเหตุการณ์ที่ทำลายภาพลักษณ์ของกีฬา และจะปล่อยให้เกิดขึ้นอีกไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ สเปน กำลังจะเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2030 ร่วมกับ โมร็อกโก ซึ่งเป็นประเทศมุสลิม และสนามกอร์เนยาแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในแคนดิเดตสังเวียนแข้ง
รูปเกมที่อึดอัด และการประเดิมสนามที่เต็มไปด้วยเสียงโห่
บรรยากาศที่เป็นพิษบนอัฒจันทร์ ดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อจังหวะของทีมชาติสเปน ในขณะที่นักเตะอียิปต์ไม่ได้สะทกสะท้าน แต่กลับเป็นฝ่ายครองเกมสู้ได้อย่างสูสีจนสถิติการครองบอลในครึ่งแรกออกมาที่ 50-50 อียิปต์เกือบได้ประตูขึ้นนำด้วยซ้ำจากจังหวะที่ โอมาร์ มาร์มูช ซัดไปชนเสาอย่างจัง ทำเอา ดาบิด รายา นายทวารสเปนถึงกับต้องเป่าปาก
เด ลา ฟวนเต้ พยายามแก้เกมในครึ่งหลังด้วยการส่ง โรดริโก้, เปดรี้ และ เฟร์มีน โลเปซ ลงสนาม พร้อมถอด ลามีน ยามาล ที่เล่นไม่ออกในเกมนี้ไปพัก
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สะท้อนถึงความซับซ้อนของเกมนี้ เกิดขึ้นในนาทีที่ 62 เมื่อ โจน การ์เซีย ผู้รักษาประตูดาวรุ่ง ได้รับโอกาสลงประเดิมสนามในนามทีมชาติชุดใหญ่ แต่การก้าวลงสู่ผืนหญ้าที่เขาเคยคุ้นเคย กลับได้รับการต้อนรับที่ผสมปนเป ทั้งเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องอย่างหนัก เนื่องจากเขาเพิ่งตัดสินใจย้ายจาก เอสปันญ่อล (เจ้าของสนามแห่งนี้) ไปร่วมทีมคู่อริร่วมเมืองอย่าง บาร์เซโลน่า
บทสรุปของค่ำคืนนี้ ทิ้งร่องรอยให้เราได้กลับมาทบทวนว่า… ฟุตบอลอาจมอบชัยชนะและความพ่ายแพ้ในสนามได้ แต่บนอัฒจันทร์ “ความเคารพซึ่งกันและกัน” คือสิ่งเดียวที่จะทำให้กีฬานี้งดงามอย่างแท้จริง