BK8 – รอยด่างพร้อยแห่งกาตาลุญญา: เมื่อฟุตบอลถูกกลืนกินด้วยความเกลียดชัง
ค่ำคืนที่สนาม อาร์ซีดีอี สเตเดียม (RCDE Stadium) ในเมืองบาร์เซโลน่า ควรจะเป็นค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง เป็นการส่งท้ายทัพ “กระทิงดุ” ทีมชาติสเปน ในการเล่นนัดเหย้าเกมสุดท้ายก่อนลุยศึกทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ทว่าผลเสมอ 0-0 ในเกมอุ่นเครื่องกับทีมชาติอียิปต์ กลับถูกบดบังด้วยบรรยากาศอันมืดมิดและเป็นพิษจากบนอัฒจันทร์
เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยอคติต่อชาวมุสลิมเริ่มดังกระหึ่มขึ้นตั้งแต่นาทีที่ 10 เมื่อแฟนบอลเจ้าถิ่นจำนวนมากพร้อมใจกันร้องเพลงว่า “ใครไม่กระโดดคือมุสลิม” (Musulman el que no bote es) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในนาทีที่ 25 และลากยาวไปถึงช่วงครึ่งหลัง แม้ว่าในช่วงพักครึ่ง สหพันธ์ฟุตบอลสเปน (RFEF) จะพยายามประกาศเตือนผ่านลำโพงและหน้าจอในสนาม เพื่อขอร้องให้ยุติพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติและเกลียดชังชาวต่างชาติแล้วก็ตาม
บาดแผลในใจของ ‘ลามีน ยามาล’
ความเจ็บปวดจากเสียงตะโกนเหล่านั้น ทิ่มแทงลงไปในหัวใจของสตาร์อันดับหนึ่งของทีมอย่าง ลามีน ยามาล อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เด็กหนุ่มวัย 18 ปีผู้นี้เติบโตมาในครอบครัวที่มีคุณพ่อชาวโมร็อกโก และคุณแม่ชาวอิเควทอเรียลกินี เขานับถือศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด (เขาถือศีลอดในเดือนรอมฎอนระหว่างการเป็นนักเตะอาชีพมาตลอด 2 ฤดูกาลหลังสุด) และมักจะแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเองเสมอ
ยามาลถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วงพักครึ่ง และเมื่อสิ้นเสียงนกหวีดจบเกม ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมเดินไปปรบมือขอบคุณแฟนบอลรอบสนาม เขากลับเลือกที่จะเดินตรงดิ่งเข้าห้องแต่งตัวทันที ต่อมา เขาได้ใช้พื้นที่ส่วนตัวบนอินสตาแกรม เพื่อสื่อสารความรู้สึกที่ลึกซึ้งและเด็ดเดี่ยว:
“ผมเป็นมุสลิม และขอบคุณพระเจ้าที่เป็นเช่นนั้น… เมื่อวานนี้ในสนาม เราได้ยินเสียงตะโกนว่า ‘ใครไม่กระโดดคือมุสลิม’ ผมรู้ว่ามันพุ่งเป้าไปที่ทีมคู่แข่ง ไม่ใช่ตัวผม แต่ในฐานะที่ผมก็เป็นมุสลิม นี่คือการกระทำที่ขาดความเคารพและเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทนรับได้”
“ผมเข้าใจว่าแฟนบอลไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกคน แต่สำหรับคนที่ร้องเพลงเหล่านั้น: การใช้ศาสนามาเป็นเรื่องล้อเล่นหยามเกียรติผู้คนในสเตเดียม มีแต่จะทำให้พวกคุณดูเป็นคนเพิกเฉยและเหยียดเชื้อชาติ ฟุตบอลมีไว้เพื่อความสนุกและสนับสนุนกัน ไม่ใช่เพื่อโจมตีผู้คนจากตัวตนหรือสิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่น”
แรงกระเพื่อมระดับโลก และความเสี่ยงสู่ฟุตบอลโลก 2030
เหตุการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในระดับจิตใจ แต่ยังสั่นคลอนภาพลักษณ์ของประเทศอย่างรุนแรง สเปนกำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพร่วมศึกฟุตบอลโลก 2030 ร่วมกับ โมร็อกโก ซึ่งเป็นประเทศที่มีชาวมุสลิมเป็นชนกึ่งใหญ่ การแสดงออกที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังเช่นนี้ จึงกลายเป็น “ความอัปยศระดับโลก” (Worldwide shame) ดังที่หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์กีฬาชื่อดังอย่าง AS ได้พาดหัวเอาไว้
ปฏิกิริยาตอบกลับจากภาคส่วนต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและจริงจัง:
- เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน: ออกมาประณามเหตุการณ์นี้อย่างรุนแรง โดยระบุว่าพฤติกรรมของคนกลุ่มน้อยที่ไร้ความเคารพ จะต้องไม่มาทำลายความจริงที่ว่าสเปนคือประเทศที่เปิดกว้างและอดกลั้น พร้อมส่งกำลังใจให้นักกีฬาที่ต้องเผชิญกับเรื่องราวเหล่านี้
- เจ้าหน้าที่ตำรวจกาตาลัน (Mossos d’Esquadra): ยืนยันว่าได้เปิดการสืบสวนร่วมกับสำนักงานอัยการ เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดว่าการกระทำนี้เข้าข่าย “อาชญากรรมจากความเกลียดชัง” (Hate Crime) หรือไม่
- รัฐบาลสเปน: ออกแถลงการณ์โดยกระทรวงศึกษาธิการและการกีฬา ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะขจัดความรุนแรงและพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติในวงการกีฬาทุกรูปแบบ
ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติในวงการลูกหนังแดนกระทิงดุ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เราเคยเห็นนักเตะอย่าง วินิซิอุส จูเนียร์ หรือ อินากี้ วิลเลียมส์ ต้องทนทุกข์ทรมานมาแล้ว แต่นี่คือบาดแผลที่ถูกกรีดซ้ำอีกครั้ง
ฟุตบอลควรเป็นสิ่งสวยงามที่โอบรับความแตกต่าง ไม่ใช่พื้นที่ให้ความเกลียดชังได้หยั่งรากลึก คงต้องติดตามกันต่อไปว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดอย่างไร เพื่อไม่ให้เหตุการณ์อันน่าเศร้านี้ เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกในอนาคต