บทพิสูจน์กัปตันทีม! เจาะลึก ‘เอ็มบัปเป้’ กับภารกิจนำทัพตราไก่ ฝรั่งเศส ลุยศึกฟุตบอลโลก 2026

BK8คีเลียน เอ็มบัปเป้: กัปตันทีมผู้แบกรับความหวัง และภารกิจพาทัพ ‘ตราไก่’ ทวงบัลลังก์แชมป์โลก 2026

ณ สนาม ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ อันเงียบสงบในค่ำคืนเดือนพฤศจิกายน คีเลียน เอ็มบัปเป้ กัปตันทีมชาติฝรั่งเศส เดินลงสู่สนามด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ทว่าแฝงไปด้วยความสันโดษอันเป็นวิถีของซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ในวันรุ่งขึ้น เขาได้โชว์ฟอร์มระดังเพชรยอดมงกุฎด้วยการเหมาสองประตูพาทีมถล่ม ยูเครน 4-0 ตีตั๋วเข้าสู่ศึกฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ พร้อมฉลอง ประตูที่ 400 ในอาชีพการค้าแข้ง (รวมทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ)

ในวัย 27 ปี เอ็มบัปเป้ ได้สถาปนาตนเองเป็นตำนานฟุตบอลโลกไปแล้ว จากเด็กหนุ่มมหัศจรรย์ที่พาทีมคว้าแชมป์ในปี 2018 สู่เจ้าของตำแหน่งดาวซัลโว 8 ประตูในศึกที่กาตาร์ ปี 2022 แม้จะต้องอกหักพ่ายจุดโทษอาร์เจนตินาในนัดชิงชนะเลิศก็ตาม

และด้วยเวลาอีกเพียงสองเดือนเศษก่อนที่ศึกฟุตบอลโลก 2026 จะเปิดฉากขึ้นที่อเมริกาเหนือ เขาคือผู้เล่นที่สำคัญที่สุดและเป็นผู้นำอย่างเป็นทางการของทีมชาติฝรั่งเศส

ปลอกแขนกัปตัน และรอยต่อแห่งยุคสมัย

เอ็มบัปเป้ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมเมื่อเดือนมีนาคม 2023 ในวัยเพียง 24 ปี 3 เดือน หลังจาก อูโก้ โยริส ประกาศเลิกเล่นทีมชาติ แม้กระทั่งก่อนจะได้รับตำแหน่งนี้ เขาก็ได้แสดงออกถึงความเป็นผู้นำมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธการถ่ายภาพร่วมกับสปอนเซอร์ของสมาคมฟุตบอลฝรั่งเศส (FFF) ในปี 2022 เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในภาพลักษณ์ หรือการออกมาตอบโต้ โนเอล เลอ กราต อดีตประธาน FFF ที่พูดจาไม่ให้เกียรติ ซีเนดีน ซีดาน จนนำไปสู่การลาออกของประธานสมาคมในเวลาต่อมา

การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของเอ็มบัปเป้ ยังได้รับการตอกย้ำด้วยการอำลาทีมชาติของบรรดานักเตะชุดแชมป์โลก 2018 ไม่ว่าจะเป็น โยริส, โอลิวิเยร์ ชิรูด์, ราฟาเอล วาราน และล่าสุดคือ อองตวน กรีซมันน์ ที่ประกาศเลิกเล่นทีมชาติไปเมื่อเดือนตุลาคม 2024 เปิดทางให้เอ็มบัปเป้กลายเป็น “บอส” ในห้องแต่งตัวอย่างเต็มตัว

ฝ่ามรสุมดราม่า สู่เสียงสะท้อนจากห้องแต่งตัว

ช่วงปลายปี 2024 ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดในอาชีพทีมชาติของเขา เริ่มตั้งแต่การปฏิเสธลงเล่น ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ในเดือนกันยายนเพื่อปรับตัวกับการย้ายไป เรอัล มาดริด ตามมาด้วยการถอนตัวในเดือนตุลาคมด้วยเหตุผลอาการบาดเจ็บ แต่กลับไปลงสนามให้สโมสร แถมยังมีภาพหลุดว่าเขาเดินทางไปพักผ่อนที่กรุงสตอกโฮล์มจนเป็นข่าวอื้อฉาว ซึ่งเจ้าตัวได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าเป็น “ข่าวปลอม”

แม้ภายนอกเขาจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเห็นแก่ตัว แต่แหล่งข่าวใกล้ชิดภายในแคมป์ทีมชาติกลับให้ภาพที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

“เขาคือบอสของทีม… คนที่มองว่าเขาเห็นแก่ตัวนั้นคิดผิด การรับรู้ของผู้คนภายนอกนั้นห่างไกลจากความเป็นจริงมาก เขาเป็นผู้นำที่แท้จริง ร่วมกับ ไมค์ เมญอง และ อิบราฮิม่า โกนาเต้ เขาคือคนที่คอยชี้นำทีม” แหล่งข่าววงในระบุ

ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ผู้จัดการทีมชาติฝรั่งเศส ก็เป็นอีกคนที่ออกมายืนยันถึงคุณสมบัติข้อนี้ “ผมรู้ว่าทำไมผมถึงมอบปลอกแขนให้เขา เขารู้วิธีที่จะหลอมรวมทุกคนในทีม ทั้งดาวรุ่งและจอมเก๋า เขารู้วิธีการเป็นผู้นำ”

สถิติระดับโลกที่รอการถูกทำลาย

นอกจากบทบาทกัปตันทีมแล้ว สิ่งที่ทำให้เอ็มบัปเป้เป็นฝันร้ายของกองหลังทุกชาติ คือสถิติการทำประตูที่เดินหน้าทำลายประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง:

  • 56 ประตูในนามทีมชาติ: ล่าสุดเขาเพิ่งยิงประตูในเกมอุ่นเครื่องชนะบราซิล 2-1 ทำให้เขาตามหลังสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติฝรั่งเศสที่ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ทำไว้ (57 ประตู) เพียงแค่ลูกเดียวเท่านั้น
  • 12 ประตูในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย: เขาต้องการอีกเพียง 5 ประตู เพื่อก้าวข้ามสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลกที่ มิโรสลาฟ โคลเซ่ ตำนานทีมชาติเยอรมนีทำไว้ที่ 16 ประตู

ฝรั่งเศส จะเปิดสนามรอบแบ่งกลุ่ม (กลุ่ม ไอ) พบกับ เซเนกัล ในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ ที่สนาม เมตไลฟ์ สเตเดียม รัฐนิวเจอร์ซีย์ โดยเป้าหมายสูงสุดของเอ็มบัปเป้นั้นชัดเจนและได้รับการประกาศกร้าวมาตลอด

“นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก วันที่ 19 กรกฎาคม ที่สหรัฐอเมริกา ผมฝันถึงมันทั้งเช้า กลางวัน และเย็น เรามีทีมที่ยอดเยี่ยม และผมหวังว่าเราจะไปยืนอยู่ตรงนั้น” เอ็มบัปเป้กล่าว

หากฝรั่งเศสสามารถผงาดคว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยที่ 3 คีเลียน เอ็มบัปเป้ จะได้รับการจารึกชื่อเทียบเคียงตำนานอย่าง เปเล่ และ คาฟู ในฐานะนักเตะที่คว้าแชมป์โลกได้ถึง 2 สมัย และในฐานะกัปตันทีม เขาจะได้เป็นคนแรกที่ชูถ้วยสีทองใบนั้นขึ้นสู่ท้องฟ้าอเมริกาเหนืออย่างภาคภูมิ