เจาะแท็คติก ‘บาเยิร์น’ บุกเชือด ‘เรอัล มาดริด’ 2-1: ถอดรหัส ‘แฮร์รี่ เคน’ กับบทบาทคู่สุดอันตรายชี้ชะตา แชมเปี้ยนส์ ลีก

BK8ความแตกต่างของระบบ: เมื่อความลงตัวของ ‘บาเยิร์น’ สยบความสามารถเฉพาะตัวของ ‘มาดริด’

บาเยิร์น มิวนิค พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาคือทีมที่มีเกมรุกอันตรายที่สุดในยุโรปฤดูกาลนี้ ด้วยสถิติการตะบันไปแล้วถึง 100 ประตูในลีก ซึ่งมากกว่าทีมอื่นๆ ใน 5 ลีกใหญ่ยุโรปถึง 20 ลูก และชัยชนะ 2-1 เหนือ เรอัล มาดริด ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ นัดแรก ถึงถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา คือเครื่องยืนยันชั้นยอดว่า พวกเขาสามารถถล่มทีมที่ดีที่สุดได้เช่นกัน

เกมนี้เผยให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างสองทีม เรอัล มาดริด มีแนวรุกระดับโลกอย่าง วินิซิอุส จูเนียร์ และ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ที่สร้างโอกาสสวยๆ ได้หลายครั้งจากความสามารถเฉพาะตัว ทว่าปัญหาเดิมๆ ก็กลับมาหลอกหลอน นั่นคือความรู้สึกที่ว่าพวกเขาทั้งคู่ “ถูกตัดขาด” จากเพื่อนร่วมทีมที่เหลือ ทั้งในแง่ของตำแหน่งการยืนและบทบาทในสนาม ภาระความมีวินัยและการวิ่งไล่บอลจึงตกไปอยู่กับผู้เล่นเอาท์ฟิลด์อีก 8 คนที่เหลืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในทางกลับกัน บาเยิร์น มิวนิค เล่นได้อย่างกลมเกลียวและมีรูปแบบที่ชัดเจนกว่ามาก

แท็คติกที่ปรับเปลี่ยน: จากความลื่นไหล สู่การยึดตำแหน่งตายตัว

สิ่งที่น่าสนใจคือ แว็งซ็องต์ กอมปานี กุนซือเสือใต้ เลือกใช้วิธีการเล่นที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงจากเกมที่บุกไปถล่ม อตาลันต้า 6-1 ในรอบที่แล้ว (ซึ่งเกมนั้นพวกเขาสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งกันตลอดเวลาเพื่อทำลายระบบประกบตัวต่อตัว)

เกมที่เบร์นาเบว บาเยิร์นเน้นการ “ยืนรักษาตำแหน่ง” อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรก ไมเคิ่ล โอลิเซ่ ถ่างออกไปยืนชิดริมเส้นฝั่งขวาเพื่อรอรับบอลวางยาว เช่นเดียวกับ หลุยส์ ดิอาซ ที่ยืนกางมุ้งอยู่ริมเส้นฝั่งซ้าย

ตรงกลางมี แซร์จ กนาบรี้ รับบทมิดฟิลด์ตัวรุกที่มักจะถอยต่ำลงมารับบอลจากเซ็นเตอร์แบ็ก ขณะที่ แฮร์รี่ เคน ยังคงสวมบทบาทลูกผสมระหว่าง “กองหน้าตัวเป้า (No 9)” และ “เพลย์เมกเกอร์ (No 10)” อย่างสมบูรณ์แบบ

การวางหมากเช่นนี้ทำให้ โอลิเซ่ ซึ่งเป็นนักเตะที่เลี้ยงบอลได้น่ากลัวที่สุดในยุโรปเวลานี้ สร้างปัญหาให้ อัลบาโร่ การ์เรรัส แบ็กซ้ายมาดริดได้ตลอดทั้งคืน ส่วนฝั่งซ้าย หลุยส์ ดิอาซ เน้นการวิ่งสอดทะลุช่องด้านหลัง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ อดีตเพื่อนร่วมทีมลิเวอร์พูลของเขา

เมื่อปีกสองข้างของบาเยิร์นชอบเลี้ยงตัดเข้าในด้วยเท้าข้างถนัด เซ็นเตอร์แบ็กของมาดริดจึงถูกบีบให้ต้องถ่างออกไปซ้อนฟูลแบ็กของตัวเอง ผลที่ตามมาคือ กนาบรี้ และ เคน มักจะถูกปล่อยให้ว่างและไร้ตัวประกบในพื้นที่ที่ลึกลงมา

ถอดรหัส 2 ประตูชัยของเสือใต้

ประตูของบาเยิร์นแสดงให้เห็นถึงกลไกการทำงานของระบบนี้อย่างชัดเจน:

  • ประตูแรก: เริ่มจากการที่บาเยิร์นตัดบอลได้ในแดนบน กนาบรี้และเคนยืนว่างอยู่ในแดนกลาง (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขามีวินัยในการลงมาช่วยเกมรับ) กนาบรี้รับบอลและถ่ายบอลไปให้เคนตรงกลาง ในขณะเดียวกัน ดิอาซ ฉวยโอกาสจากตำแหน่งยืนที่บีบแคบของ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ วิ่งสอดขึ้นไปในมุมอับสายตา (Blind side) รับบอลทะลุช่องหลุดเข้าไปยิงอย่างเยือกเย็น
  • ประตูที่สอง: รูปแบบแตกต่างออกไปแต่เกิดจากหลักการเดียวกัน โอลิเซ่ เลี้ยงจี้ตัดเข้าในจากฝั่งขวา ดึงความสนใจของแนวรับมาดริดไปทั้งหมด ปล่อยให้ แฮร์รี่ เคน ยืนว่างโล่งโจ้งอยู่หน้ากรอบเขตโทษ โอลิเซ่จ่ายบอลในจังหวะที่พอดีเป๊ะให้เคนได้ง้างเท้ายิงด้วยสัมผัสแรก ส่งบอลตุงตาข่ายอย่างเฉียบขาด (แม้ อันเดร ลูนิน นายด่านมาดริดน่าจะทำได้ดีกว่านี้ก็ตาม)

บทสรุป: แผนการเล่นที่ทำให้เป็นเต็งหนึ่ง

แน่นอนว่าฟอร์มของบาเยิร์นไม่ได้ไร้ที่ติ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ สร้างความผิดพลาดหลายครั้งเมื่อต้องรับมือกับความเร็วของ เอ็มบัปเป้ และ วินิซิอุส ทางฝั่งขวา จน มานูเอล นอยเออร์ ต้องงัดฟอร์มซูเปอร์เซฟออกมาช่วยทีมครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่ทว่า ความสามารถในการปฏิบัติตามแผนการเล่น (Game plan) ที่เหนียวแน่นและถูกวางมาอย่างแยบยล ทำให้ บาเยิร์น มิวนิค กลายเป็นทีมเต็งจ๋าที่จะตบเท้าผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ในเกมนัดที่สองที่จะกลับไปเล่นใน อัลลิอันซ์ อารีน่า สัปดาห์หน้าได้อย่างไม่ต้องสงสัย