BK8 – ภาพสะท้อนอนาคตฟุตบอลหลังยุค ‘เป๊ป’: เมื่อ ‘กอมปานี’ เปลี่ยนบาเยิร์นให้เป็นศิลปะแห่งการเคลื่อนไหว
ในฐานะนักเตะ วินเซนต์ กอมปานี ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จนมีรูปปั้นตั้งตระหง่านอยู่หน้าสนามเอติฮัด สเตเดียม แต่วันนี้ ในฐานะกุนซือของ บาเยิร์น มิวนิค เขากำลังสร้างความยิ่งใหญ่นั้นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ด้วยปรัชญาฟุตบอลที่ลึกซึ้งและงดงาม
การเข้ามารับตำแหน่งบอสใหญ่ทัพ “เสือใต้” เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม เพราะเขาเพิ่งพาเบิร์นลี่ย์ร่วงตกชั้นมาหมาดๆ แต่กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า นี่คือการตัดสินใจที่เฉียบขาด บาเยิร์นผงาดคว้าแชมป์บุนเดสลีกาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และปีนี้ก็กำลังพุ่งชนความสำเร็จอย่างต่อเนื่องด้วยการนำโด่งจ่าฝูงถึง 12 แต้ม พร้อมกุมความได้เปรียบเหนือ เรอัล มาดริด 2-1 ก่อนเกมนัดที่สองในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย
ท่ามกลางข่าวลือเรื่องอนาคตของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สายสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างกอมปานีกับแมนฯ ซิตี้ ทำให้เขาถูกจับตามองในฐานะตัวเต็งผู้สืบทอดตำแหน่ง แต่ในระหว่างนี้ สิ่งที่เขากำลังสร้างสรรค์ที่เยอรมนีก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน
ตำราการเคลื่อนไหวที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง
ในขณะที่หลายทีมชั้นนำเริ่มหันมาเล่นแบบรัดกุมและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเมื่อเจอกับเกมรับแบบประกบตัวต่อตัว (Man-to-man) กอมปานีกลับเลือกที่จะโอบกอดความเสี่ยงนั้น บาเยิร์นของเขาเล่นด้วยอิสระ ครองเกมเบ็ดเสร็จ และน่าตื่นตาตื่นใจ โดยเริ่มต้นเซ็ตเกมตั้งแต่แดนหลัง
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่เจอกับ อตาลันต้า ทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องการตามประกบแบบกัดไม่ปล่อย วิธีแก้เกมของกอมปานีคือการ “หมุนตำแหน่ง” อย่างอิสระเพื่อดึงแนวรับคู่แข่งให้เสียขบวน
แซร์จ กนาบรี้ กองกลางตัวรุก มักจะถอยร่นลงมาล้วงบอลลึกถึงตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก ทำให้ตัวประกบของอตาลันต้าต้องตามลงมาด้วย พื้นที่ว่างมหาศาลจึงเปิดออก ผลลัพธ์คือความโกลาหลของแนวรับอิตาลี ที่กองหน้าต้องลงไปรับ และกองหลังต้องดันขึ้นสูง ก่อนที่บาเยิร์นจะถล่มไปแบบไร้ปรานีด้วยสกอร์รวม 10-2
“พวกเขาสร้างสารานุกรมแห่งการเคลื่อนไหวและการยืนตำแหน่งในโลกฟุตบอลให้เราได้เห็น” ลูชาโน่ สปัลเล็ตติ เฮดโค้ชยูเวนตุส กล่าวชื่นชมอย่างหมดใจ
ศิลปะแห่งการสร้างความได้เปรียบ (Overload)
หากจะหาแนวคิดที่อธิบายความเป็นบาเยิร์นยุคกอมปานีได้ดีที่สุด มันคือการเคลื่อนที่ขณะไม่มีบอล (Movement off the ball)
ในเกมเลกแรกที่พบกับ เรอัล มาดริด แท็คติกการเปลี่ยนร่างจาก 4-2-3-1 สร้างปัญหาให้ทัพราชันชุดขาวอย่างหนัก:
- โยซัว คิมมิช ถอยลงต่ำไปยืนเป็นแผงหลัง 3 คน ร่วมกับเซ็นเตอร์แบ็ก เพื่อสร้างสถานการณ์ได้เปรียบ 3-ต่อ-2 เหนือคู่หน้าอย่าง วินิซิอุส จูเนียร์ และ คีลิยัน เอ็มบัปเป้
- ฟูลแบ็กอย่าง โยซิป สตานิซิช และ คอนราด ไลเมอร์ หุบเข้าใน (Inverted) และดันขึ้นสูง ดึงตัวริมเส้นของมาดริด (อาร์ด้า กูแลร์ และ เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้) ให้เข้ามาบีบตรงกลาง
- พื้นที่ด้านข้างจึงเปิดกว้าง กลายเป็นเลนจ่ายบอลทะลุตรงไปถึงปีกอย่าง ไมเคิ่ล โอลิเซ่ ที่รับบอลได้แบบไร้ตัวประกบ และพร้อมกระชากเข้าหาแนวรับคู่แข่งทันที
แนวรุก 3 ประสานของบาเยิร์นทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบ โอลิเซ่ คือจอมทัพนักสร้างสรรค์, ลุยซ์ ดิอาซ คือตัววิ่งทะลวงทะลวง และ แฮร์รี่ เคน คือศูนย์หน้าอัจฉริยะที่สามารถถอยลงต่ำหรือพุ่งเข้ากรอบเขตโทษได้อย่างเฉียบขาด
สมองของผู้นำและความเข้าใจมนุษย์
ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้มาจากแท็คติกเพียงอย่างเดียว แต่มาจากภาวะผู้นำที่ซื้อใจนักเตะได้ กอมปานีเป็นคนที่สื่อสารชัดเจนและมีความคิดที่ลุ่มลึก ย้อนกลับไปสมัยที่เขาขึ้นเป็นกัปตันทีมแมนฯ ซิตี้ เขาได้ศึกษาหนังสือการบริหารธุรกิจเรื่อง When Teams Collide: Managing the International Team Successfully ของ ริชาร์ด ลูอิส เพื่อทำความเข้าใจการหล่อหลอมความแตกต่างของผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียว
ในวัยเพียง 40 ปี กอมปานีไม่ได้มีแค่ความอัจฉริยะทางแท็คติก แต่เขามีหัวใจของผู้นำที่พร้อมรับผิดชอบต่อความสำเร็จของทุกคนรอบข้าง ไม่ว่าเขาจะเลือกสร้างตำนานที่เยอรมนีต่อไป หรือหวนคืนสู่เกาะอังกฤษเพื่อสานต่อความยิ่งใหญ่… โลกฟุตบอลในยุคต่อไป จะมีชื่อของ วินเซนต์ กอมปานี เป็นหนึ่งในผู้ขีดเขียนมันอย่างแน่นอน.