BK8 – เส้นขนานของการเมืองและลูกหนัง: เบื้องหลังแผนดัน ‘อิตาลี’ เสียบแทน ‘อิหร่าน’ ในศึกฟุตบอลโลก
ฟุตบอลไม่เคยเป็นเพียงแค่กีฬา 90 นาทีบนผืนหญ้า แต่มันคือภาพสะท้อนของสังคม วัฒนธรรม และบางครั้ง… ก็รวมถึง “การเมือง” ระดับประเทศ
ล่าสุด วงการลูกหนังโลกต้องสั่นสะเทือนก่อนที่ศึกฟุตบอลโลก (ซึ่งมี สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ เม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วม) จะเปิดฉากขึ้นในอีกไม่ถึง 50 วัน เมื่อ เปาโล ซัมโปลลี (Paolo Zampolli) ทูตพิเศษและคนสนิทของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาอ้างว่า เขาได้เรียกร้องให้ผู้นำสหรัฐฯ และ ฟีฟ่า (FIFA) ถอดทีมชาติอิหร่านออกจากการแข่งขัน และให้ทีมชาติอิตาลีเข้าสวมสิทธิ์แทน
เหตุผลแห่งศักดิ์ศรี หรือ เกมการเมือง?
ซัมโปลลี ให้สัมภาษณ์กับสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Financial Times (FT) โดยระบุว่า อิตาลี ซึ่งเป็นอดีตแชมป์โลก 4 สมัย “มีสายเลือดและบารมี” มากพอที่จะเป็นเหตุผลอันชอบธรรมในการเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์นี้
รายงานจากแหล่งข่าวระบุว่า แผนการของซัมโปลลีเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะประสานรอยร้าวระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายมีประเด็นขัดแย้งกันกรณีที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจมตีสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 เกี่ยวกับสงครามอิหร่าน… อย่างไรก็ตาม ซัมโปลลีก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ข้อเรียกร้องนี้มี “ความปรารถนาส่วนตัว” ซ่อนอยู่ด้วย
“ผมขอยืนยันว่าผมได้เสนอแนะต่อทรัมป์ และ (จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า) ให้เอาอิตาลีเสียบแทนอิหร่านในฟุตบอลโลก” ซัมโปลลีกล่าว “ผมเป็นคนอิตาเลียนโดยกำเนิด และมันคงเป็นความฝันที่จะได้เห็นทัพอัซซูรี่ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ ด้วยดีกรีแชมป์ 4 สมัย พวกเขามีศักดิ์ศรีมากพอที่จะคู่ควรกับการเข้าร่วม”
รอยน้ำตาอัซซูรี่ และ ท่าทีของฟีฟ่า
อย่างที่แฟนบอลทราบกันดี ทีมชาติอิตาลี (แชมป์โลกปี 1934, 1938, 1982 และ 2006) ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส หลังไม่ผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน โดยล่าสุดพ่ายจุดโทษต่อ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ในรอบเพลย์ออฟของโซนยุโรป
ในขณะที่ อิหร่าน ผ่านเข้ารอบอัตโนมัติในฐานะ 1 ใน 8 ทีมจากโซนเอเชีย และถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่ม G ร่วมกับ เบลเยียม, อียิปต์ และ นิวซีแลนด์
แม้ระเบียบของฟีฟ่าจะระบุว่า องค์กรมี “ดุลยพินิจแต่เพียงผู้เดียว” ในการตัดสินใจหาทีมมาแทนที่หากมีสมาคมใดต้องถอนตัว (เช่นที่เคยใช้สิทธิ์พิเศษมอบโควตาชิงแชมป์สโมสรโลกให้ อินเตอร์ ไมอามี่ ของ ลิโอเนล เมสซี่) แต่ ฟีฟ่า ได้ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นต่อคำกล่าวอ้างนี้ ขณะที่สหพันธ์ฟุตบอลอิตาลีก็ปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องข้อเสนอดังกล่าวแต่อย่างใด
ด้าน จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า เคยออกมายืนยันเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า อิหร่าน จะได้เข้าร่วมแข่งขันตามแผนเดิม แม้จะมีความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ก็ตาม
“ทีมอิหร่านจะมาร่วมแข่งขันแน่นอน” อินฟานติโน กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อน “เราหวังว่าเมื่อถึงเวลานั้น สถานการณ์จะสงบสุข ซึ่งจะช่วยได้มาก แต่อิหร่านต้องมา หากพวกเขาต้องการเป็นตัวแทนของประชาชน พวกเขาผ่านเข้ารอบมาแล้ว… พวกเขาอยากลงเล่น และพวกเขาก็สมควรได้เล่น”
ประวัติที่เปื้อนฝุ่นของผู้อ้างสิทธิ์
เพื่อเพิ่มบริบทให้กับผู้เสนอแนวคิดนี้ มีรายงานจาก The New York Times เมื่อเดือนมีนาคมว่า ซัมโปลลี ซึ่งอดีตเคยเป็นตัวแทนจัดหานางแบบ เคยมีกรณีพิพาทเรื่องสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรกับอดีตแฟนสาวชาวบราซิล โดยเขาถูกกล่าวหาว่าติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) เพื่อขอให้ควบคุมตัวอดีตแฟนสาว ซึ่งท้ายที่สุดเธอก็ถูกเนรเทศ แม้ซัมโปลลีจะออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ก็ตาม
เรื่องราวนี้อาจเป็นเพียงความพยายามสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองของคนๆ หนึ่ง แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันได้สะท้อนให้เห็นว่า ฟุตบอลนั้นยิ่งใหญ่และทรงพลังเกินกว่าจะเป็นแค่เกมกีฬา… เพราะบางครั้ง มันกลายเป็นเครื่องมือต่อรองบนเวทีโลก ทว่าความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงของลูกหนัง ควรถูกตัดสินด้วยผลงานบนผืนหญ้า ไม่ใช่หลังโต๊ะเจรจาทางการเมือง