เจาะลึก ‘ดาวิเด้ อันเชล็อตติ’: ปรัชญาแท็กติก, ตัวตนที่แตกต่าง และภารกิจพาบราซิลทวงบัลลังก์แชมป์โลก

‘ดาวิเด้ อันเชล็อตติ’: มากกว่าเงาของพ่อ สู่เส้นทางของตัวเอง และภารกิจระดับโลกกับบราซิลBK8

เด็กบางคนเติบโตมาพร้อมกับของเล่น แต่สำหรับ ดาวิเด้ อันเชล็อตติ เขาเติบโตมาในโลกที่ฟุตบอลคือทุกลมหายใจ

ในวัยเพียง 6 ขวบ ขณะที่เด็กคนอื่นกำลังวิ่งเล่น ดาวิเด้มักจะตาม คาร์โล อันเชล็อตติ ผู้เป็นพ่อและผู้จัดการทีมปาร์ม่าในขณะนั้น ไปยังสนามซ้อม ภาพจำแรกของเขาคือการได้เตะฟุตบอลเล่นกับ จานลุยจิ บุฟฟ่อน และเมื่อหันไปมองรอบๆ เขาก็เห็น ลิลิยอง ตูราม และ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ กำลังฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อปูทางสู่การเป็นแชมป์โลก

ประสบการณ์เหล่านั้นหล่อหลอมให้เขาซึมซับวิถีฟุตบอล ก่อนที่จะก้าวมาเป็นมือขวาของพ่อในสโมสรยักษ์ใหญ่ ทั้ง บาเยิร์น มิวนิค, นาโปลี, เอฟเวอร์ตัน และ เรอัล มาดริด ปัจจุบันในวัย 36 ปี เขากำลังพิสูจน์ตัวเองในฐานะเฮดโค้ชของ โบตาโฟโก้ และเตรียมรับบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ช่วยโค้ชทีมชาติบราซิลลุยศึกฟุตบอลโลก

ตัวตนที่หล่อหลอมจากยอดกุนซือ แท็กติกของดาวิเด้ไม่ได้มาจากพ่อของเขาเพียงคนเดียว แต่มันคือส่วนผสมของยุคสมัย “มันยากที่จะบอกว่าผู้จัดการทีมคนไหนสร้างแรงบันดาลใจให้คุณ เพราะคุณต้องหยิบยืมสิ่งต่างๆ มาจากหลายๆ คน” ดาวิเด้ เริ่มอธิบาย

“เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คือผู้บุกเบิก คุณลืมการเพรสซิ่งสูงของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่ได้เลย ถ้าพูดถึงการสร้างความได้เปรียบ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ คือคนที่คุณต้องนึกถึง ผมหลงใหลเกมรับของ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่, อูไน เอเมรี่ และแน่นอน… พ่อของผมเอง ที่เติบโตมาจากโรงเรียนของ อาร์ริโก้ ซาคคี่ ซึ่งเน้นการป้องกันแบบโซนและระบบ 4-4-2”

ดาวิเด้ยอมรับว่าเขามีบุคลิกคล้ายพ่อ แต่ในด้านการจัดการทีม เขาคือโค้ชที่แตกต่างออกไป “ผมเชื่อว่าทีมจะกลายเป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่คุณให้ความสำคัญ”

ปรัชญาเกมรับ และ ‘มิดบล็อก’ ที่กำลังเลือนหาย เมื่อถูกถามถึงทีมในอุดมคติ ดาวิเด้ยกตัวอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ชุดแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกล่าสุด ว่าเป็นทีมที่สมบูรณ์แบบ ทั้งการครองบอล การเพรสซิ่ง และการยืนคุมโซนในเกมรับ

เขามีมุมมองที่เฉียบขาดเกี่ยวกับการเล่นเกมรับ “การป้องกันที่ดีที่สุดคือการใช้ 2 สาย สายละ 4 คน และอีกสาย 2 คน (4-4-2 หรือ 4-4-1-1) แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องของรูปทรง คุณต้องมีหลักการ… ปัจจุบันการเอาตัวรอดด้วยแผงหลัง 4 คนมันยาก ในบางจังหวะคุณต้องปรับเป็นแผงหลัง 5 คนให้ได้”

นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของฟุตบอลยุคใหม่ที่ ‘มิดบล็อก’ (Mid-block) หรือการยืนคุมโซนแดนกลางกำลังจะกลายเป็นเพียง “สถานการณ์ชั่วคราว” “ถ้าคุณดู ลิเวอร์พูล ชุดแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ในเกมบุกไปเยือนบาร์เซโลน่า พวกเขาไม่ได้เพรสซิ่งเข้าหาบอล แต่ยืนไลน์ป้องกันสูงมาก… โค้ชต้องทำให้ลูกทีมเข้าใจว่า เมื่อเราอยู่ตรงนี้ เราจะอยู่แค่แป๊บเดียว เพื่อรอจังหวะว่าจะถอยลงลึก หรือจะพุ่งขึ้นไปเพรสซิ่งสูง”

ศิลปะแห่งการรับมือยอดมนุษย์ การจัดทัพเพื่อต่อกรกับทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไม่เคยเป็นเรื่องง่าย ดาวิเด้เล่าถึงวิธีรับมือการบุกตรงกลางของ แมนฯ ซิตี้ ว่าจำเป็นต้องให้ปีกหุบเข้าในเพื่อปิดพื้นที่ และให้กองกลางตัวรุก (เบอร์ 10) ถอยลงมาช่วย

แต่คำถามคือ เมื่อคุณมีสตาร์อย่าง คีลิยัน เอ็มบัปเป้ หรือ วินิซิอุส จูเนียร์ อยู่ในทีม คุณจะสั่งให้พวกเขาลงมาเล่นเกมรับได้อย่างไร? “คุณต้องหาทางออกให้ได้” ดาวิเด้ตอบอย่างตรงไปตรงมา โดยยกตัวอย่างเกมเสมอ แมนฯ ซิตี้ 3-3 เมื่อปี 2024 ที่พวกเขาตัดสินใจขยับ จู๊ด เบลลิงแฮม เข้ามาเล่นตรงกลางเพื่อช่วยเกมรับ แล้วถ่าง โรดรีโก้ ไปยืนฝั่งซ้ายแทน ซึ่งเป็นการปรับสมดุลที่ทำให้ทีมเดินหน้าต่อไปได้

ฟุตบอล เริ่มต้นที่ ‘มนุษย์’ สิ่งที่ทำให้ดาวิเด้เป็นโค้ชที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่ความรู้เรื่องแท็กติก แต่เป็นความเข้าใจในตัวตนของนักเตะ “ท้ายที่สุดแล้ว การโค้ชก็คือการสอน… จุดเริ่มต้นมักมาจากความสัมพันธ์ในฐานะมนุษย์เสมอ”

เขาได้รับแรงบันดาลใจจาก ฟิล แจ็คสัน ยอดโค้ชบาสเกตบอล NBA ผู้ซึ่งมักจะมอบหนังสือเป็นของขวัญให้นักกีฬา “ตอนผมคุมทีมโบตาโฟโก้ พอผมเริ่มรู้จักนิสัยและภูมิหลังของนักเตะ ผมจะหาหนังสือที่เหมาะกับเขาไปให้ ถึงเขาอาจจะไม่เคยเปิดอ่านเลย แต่มันคือวิธีสร้างการเชื่อมโยงที่ดี หากนักเตะกำลังเผชิญปัญหา เรื่องราวในหนังสืออาจช่วยเขาได้”

ความท้าทายอันยิ่งใหญ่ในสีเสื้อ ‘เซเลเซา’ เป้าหมายต่อไปของดาวิเด้ คือการยืนเคียงข้างพ่อในฐานะสตาฟฟ์โค้ชทีมชาติบราซิล ในศึกฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง บราซิลห่างหายจากตำแหน่งแชมป์โลกมาตั้งแต่ปี 2002 และความกดดันนั้นมหาศาล

“คนบราซิลรักฟุตบอล ชอบการเล่นที่สวยงาม (Joga bonito) แต่พวกเขาก็ต้องการชัยชนะอย่างมากเช่นกัน” ดาวิเด้กล่าว “คุณต้องหาจุดสมดุลระหว่างไอเดียของคุณ ลักษณะเฉพาะของนักเตะ และเอกลักษณ์ของชาติให้เจอ”

เมื่อตระหนักถึงน้ำหนักของความหวังจากคนทั้งประเทศ มันย่อมไม่ใช่งานที่ง่ายเลย “มันไม่ใช่งานง่ายแน่นอน” ดาวิเด้ทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม “และเหนือสิ่งอื่นใด… คุณต้องคว้าแชมป์โลกให้ได้ด้วย!”