BK8 – มากกว่าแค่เกมลูกหนัง: ถอดบทเรียนชีวิต ‘เจมี่ วาร์ดี้’ เมื่อครอบครัวและมิตรภาพคือพลังขับเคลื่อนที่แท้จริง
ฉากเปิดของสารคดีเรื่อง Jamie Vardy (เตรียมฉายทาง Netflix วันที่ 12 พฤษภาคมนี้) เริ่มต้นด้วยภาพของดาวยิงจอมเก๋าที่กำลังรอให้สัมภาษณ์ เขาเอ่ยปากขอเบียร์สักขวดก่อนเริ่มงาน และด้วยความขี้เล่นตามสไตล์ เขาสั่งให้ทีมงานไปหยิบที่เปิดขวด “อันที่เป็นไม้” มาให้ด้วย ก่อนที่ทีมงานจะเดินกลับมาพร้อมกับที่เปิดขวดรูปอวัยวะเพศชายแกะสลักอันเบ้อเริ่ม ท่ามกลางเสียงกลั้นขำของวาร์ดี้
เพียงแค่ฉากนี้ฉากเดียว ก็อธิบายความเป็น เจมี่ วาร์ดี้ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาคือคนธรรมดาที่จริงใจ ดิบเถื่อนนิดๆ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสัน ทว่าภายใต้ภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งในวัย 39 ปี ชายที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงและเติมพลังด้วยวอดก้าผสมลูกอมสคิตเทิลส์ กลับมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด
รอยต่อของชีวิต และคำเตือนสติที่เปลี่ยนทุกอย่าง ชีวิตของวาร์ดี้พลิกผันอย่างรวดเร็วเกินไป จากนักเตะทีม สต็อกส์บริดจ์ พาร์ค สตีลส์ ในลีกระดับ 7 ที่รับค่าเหนื่อยเพียง 30 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เขากระโดดขึ้นมาเป็นนักเตะค่าตัวล้านปอนด์ของ เลสเตอร์ ซิตี้ ภายในเวลาแค่ 2 ปี ความคาดหวังและความกดดันถาโถมเข้ามาจนเขาเสียศูนย์ ฟอร์มตก นั่งสำรอง และเริ่มหันพึ่งพาแอลกอฮอล์
คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา (ประธานสโมสรคนปัจจุบัน) เคยเล่าว่า เขาต้องเรียกวาร์ดี้มาคุยเพื่อเตือนสติ หลังจากที่ดาวยิงรายนี้มาสนามซ้อมในสภาพมึนเมา
“แน่นอนว่ามันเคยเกิดขึ้นครับ มันต้องมีสักจุดนั่นแหละ” วาร์ดี้ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา “ตอนนั้นผมกำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหาฟอร์มเก่ง ผมถึงขั้นบอก ไนเจล เพียร์สัน (กุนซือในตอนนั้น) ว่าผมอยากย้ายกลับไปฟลีตวู้ด ซึ่งโชคดีมากที่เขาไม่ยอมให้ผมไป คำพูดตักเตือนจากคุณต๊อบในวันนั้นมีความหมายที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับผม”
เมื่อถูกถามว่าเขาเคยต้องพบจิตแพทย์เพื่อบำบัดเรื่องการดื่มหรือไม่ วาร์ดี้ตอบว่าไม่ เขาเพียงแค่พูดคุยกับนักจิตวิทยาของสโมสรเหมือนคนทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้เขาก้าวผ่านช่วงเวลาที่มืดมิดมาได้ คือการ “ไม่เก็บตัวอยู่คนเดียว” เขาเลือกที่จะระบายทุกอย่างกับภรรยา และกลุ่มเพื่อนสนิท
‘เดอะ อินบีทวีเนอร์ส’: รากฐานมิตรภาพที่ไม่มีวันสั่นคลอน เบ็คกี้ ภรรยาของเขา และกลุ่มเพื่อนซี้จากเชฟฟิลด์ที่ตั้งชื่อแก๊งกันขำๆ ว่า “The Inbetweeners” คือฟันเฟืองสำคัญในชีวิตของวาร์ดี้ เพื่อนกลุ่มนี้บินไปเชียร์เขาถึงอิตาลีเพื่อดูเขาเล่นให้ เครโมเนเซ่ ในศึกกัลโช่ เซเรีย อา
“พวกเขาเจ๋งมากเลยใช่มั้ยล่ะ? พวกเขาเป็นคนประเภทที่ไม่อ้อมค้อม” วาร์ดี้เล่าด้วยรอยยิ้ม “ถ้าผมเพิ่งเตะเสร็จแล้วเดินขึ้นไปหาพวกเขาบนบ็อกซ์วีไอพี พวกเขาจะด่าผมตรงๆ เลยว่าวันนี้ผมเล่นได้ห่วยแตกแค่ไหน หรือเล่นดีแค่ไหน พวกเขาไม่สนหรอกว่าผมจะเป็นใคร นี่แหละคือวิธีที่เราเชื่อมโยงกัน เราดูแลกันและกัน แม้ทุกคนจะแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง แต่ความผูกพันของเราไม่เคยเป็นรองใคร”
ความท้าทายในอิตาลี และคำว่า ‘แขวนสตั๊ด’ ที่ยังมาไม่ถึง การย้ายมาร่วมทีม เครโมเนเซ่ เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ทำให้วาร์ดี้เชื่อว่าเขาได้เพิ่มมิติใหม่ๆ ให้กับเกมของตัวเอง แม้วัยจะเฉียดหลัก 40 แต่เขายิงไปถึง 5 ประตูจาก 14 นัดแรก แม้ต้นสังกัดอาจจะต้องตกชั้นและสัญญาของเขากำลังจะหมดลง แต่วาร์ดี้ยังคงกระหายที่จะโลดแล่นบนผืนหญ้าต่อไป
“ผมพูดเสมอว่า เมื่อไหร่ที่ขาทั้งสองข้างบอกผมว่า ‘พอแล้ว’ วันนั้นแหละคือวันที่ผมจะเลิกเล่น แต่โชคดีที่ไอ้สองขานี้มันยังบอกผมว่ามันยังไหวอยู่เลย” เขากล่าวพร้อมกับตบไปที่หน้าขาของตัวเอง
เบื้องหลังที่มองไม่เห็น: สุขภาพจิต และการบอกลาทีมชาติ วาร์ดี้มองว่าฟุตบอลคือสิ่งที่ทำลายล้างทั้งร่างกายและจิตใจ แฟนบอลอาจจะเห็นแค่ภาพความสวยงามในวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ชีวิตจริงคือนักเตะต้องถูกขังอยู่ในห้องพักโรงแรมขนาด 6 คูณ 6 ฟุต นั่งจ้องกำแพงเป็นชั่วโมงๆ ซึ่งมันกัดกินสภาพจิตใจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นพ่อคนและไม่สามารถไปส่งลูกที่โรงเรียนได้
นี่คือหนึ่งในเหตุผลหลักที่เขาเลือกหันหลังให้ทีมชาติอังกฤษหลังจบฟุตบอลโลก 2018 แม้หลายคนจะมองว่าเขาถูกใช้งานน้อยเกินไปในนามทีมชาติก็ตาม
“การได้ติดทีมชาติเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อครับ แต่ด้านสภาพจิตใจมันหนักหนามาก… คุณต้องปกป้องร่างกายตัวเองให้มากที่สุดเพื่อยืดอายุการค้าแข้งในระดับสโมสร และเมื่อดูจากที่ผมยังคงลงเล่นได้จนถึงทุกวันนี้ มันก็ชัดเจนแล้วว่าการตัดสินใจในวันนั้นของผม… คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด”