เจาะลึกรอยร้าวทัพ ‘สิงโตคำราม’ ยุคทอง 2006: เมื่ออีโก้ คลับไรวัลรี่ และเรื่องนอกสนามพังฝันแชมป์โลก

BK8คำสาปแห่ง ‘ยุคทอง’: เปิดเบื้องหลังความล้มเหลวของทัพสิงโตคำราม 2006 ที่เต็มไปด้วยบาดแผล

หากคุณลองไปถาม ริโอ เฟอร์ดินานด์ ถึงคำว่า ‘ยุคทอง’ (Golden Generation) เขาจะตอบกลับมาทันทีว่ามันเป็นคำที่ “งี่เง่า” และยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ารู้สึก “อับอาย” ทุกครั้งที่ต้องพูดถึงฉายาของทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมนี

ในหน้ากระดาษ นี่คือขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่อังกฤษเคยมีมานับตั้งแต่ชุดแชมป์โลกปี 1966 พวกเขาคือแชมเปี้ยนส์ลีกวินเนอร์, แชมป์พรีเมียร์ลีก, ดาวยิงสูงสุด และสุดยอดมิดฟิลด์แห่งยุค ทว่าบนผืนหญ้าและหลังม่านห้องแต่งตัว ความเป็นจริงกลับโหดร้ายและเต็มไปด้วยรอยร้าวที่ซ่อนอยู่

ความสัมพันธ์จอมปลอม และ กำแพงแห่ง ‘คลับไรวัลรี่’

ฟุตบอลคือเรื่องของทีมเวิร์ก แต่สำหรับอังกฤษชุดนั้น เฟอร์ดินานด์ยอมรับว่าความเข้มข้นของการขับเคี่ยวแย่งแชมป์ในระดับสโมสร ได้สร้างกำแพงที่มองไม่เห็นขึ้นในแคมป์ทีมชาติ

“ผมต้องพูดตามตรงนะ ว่ามันมีความสัมพันธ์จอมปลอมอยู่ในทีมชาติอังกฤษตอนนั้น ความผูกพันมันไม่แข็งแกร่งเท่ากับที่สโมสร” เฟอร์ดินานด์เปิดใจ “อย่างเด็กเชลซี… ผมโตมากับ แฟรงค์ (แลมพาร์ด) เราเคยนอนห้องเดียวกันตั้งแต่เด็ก แต่ตอนนั้นผมไม่อยากให้ข้อมูลอะไรกับเขาเลยเวลาเรานั่งกินกาแฟด้วยกัน เพราะกลัวว่าเขาจะเอากลับไปใช้ที่เชลซีเพื่อสู้กับผม”

ในขณะที่ทีมระดับโลกอย่าง บราซิล, สเปน หรือฝรั่งเศส นักเตะต่างโหยหาที่จะมารวมตัวกันและต่อสู้เพื่อชาติ แต่อังกฤษกลับขาดสปิริตในจุดนั้น แม้ เวย์น รูนี่ย์ จะออกมาแย้งว่าเขาไม่เคยสัมผัสได้ถึงความขัดแย้งเหล่านั้น และรักการรับใช้ชาติเสมอ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความกลมเกลียว” คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขาดหายไป

คณะละครสัตว์เมืองบาเดน-บาเดน และ วิกฤตศรัทธา

ปัญหาไม่ได้มีแค่ในสนาม เรื่องราวนอกสนามของทัพสิงโตคำรามในปี 2006 ก็วุ่นวายไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่การประกาศอำลาตำแหน่งล่วงหน้าของ สเวน-โกรัน อีริคส์สัน กุนซือของทีม หลังโดนสื่อดักฟังและแฉข่าวอื้อฉาว ทำให้ทีมต้องลงเล่นโดยรู้ดีว่าไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ผู้จัดการทีมคนนี้ก็จะไม่ได้อยู่ต่อ

นอกจากนี้ การมาเยือนเยอรมนีของเหล่าบรรดาภรรยาและแฟนสาวนักเตะ หรือที่สื่อตั้งฉายาให้ว่า WAGs (Wives and Girlfriends) ก็กลายเป็นเป้าสายตาและขโมยซีนพื้นที่สื่อไปจนหมด การปาร์ตี้ ดื่มกิน และช้อปปิ้งของพวกเธอที่เมืองบาเดน-บาเดน ถูกสื่อตามติดประหนึ่งรายการเรียลลิตี้โชว์

“บาเดน-บาเดน มันคือหายนะ มันเหมือนคณะละครสัตว์” เฟอร์ดินานด์กล่าวอย่างหงุดหงิด “สื่อไม่ได้อยากให้เราชนะ พวกเขาแค่มาทำลายช่วงเวลาของเรากับครอบครัว”

จุดจบที่เจ็บปวด และบทเรียนราคาแพง

ในสนามแข่งขัน ปัญหาทางแท็กติกยังคงเป็นเงาตามตัว อีริคส์สันไม่เคยหาจุดลงตัวในการใช้งาน สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ แฟรงค์ แลมพาร์ด ร่วมกันได้ การหนีบ ธีโอ วัลค็อตต์ วัย 17 ปีที่ยังไม่เคยลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของอาร์เซน่อลไปลุยฟุตบอลโลก กลายเป็นความเสี่ยงที่สูญเปล่าเมื่อ ไมเคิล โอเว่น บาดเจ็บหนัก

ฟางเส้นสุดท้ายขาดลงในรอบ 8 ทีมสุดท้ายกับ โปรตุเกส เมื่อ รูนี่ย์ ที่ฝืนลงเล่นทั้งที่สภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ (จากอาการกระดูกฝ่าเท้าแตก) โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม ตามมาด้วยภาพจำที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ขยิบตาให้ม้านั่งสำรอง ก่อนที่อังกฤษจะพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษไปอย่างเจ็บปวดอีกครั้ง

“ไม่ว่าคุณจะเรียกพวกเราว่ายุคทอง หรืออะไรก็ตามแต่ พวกเราก็แค่กลุ่มผู้ชายที่พยายามจะสร้างความสำเร็จให้กับประเทศชาติ…” รูนี่ย์ กล่าวทิ้งท้าย “และท้ายที่สุดแล้ว พวกเราก็ทำมันไม่สำเร็จ”

บทเรียนจากปี 2006 สอนให้รู้ว่า การมีนักเตะที่ดีที่สุดสิบเอ็ดคนอยู่ในสนาม ไม่ได้การันตีว่าคุณจะมี “ทีม” ที่ดีที่สุด ฟุตบอลต้องอาศัยทั้งหัวใจ ความเสียสละ และความเชื่อใจ… สิ่งที่ทัพสิงโตคำรามยุคทองมีไม่มากพอที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปสู่การเป็นแชมป์โลกได้