‘ซื้ออนาคต ไม่สนแค่ผลลัพธ์’: เจาะลึกเบื้องหลัง ‘แคนาดา’ ต่อสัญญา ‘เจสซี่ มาร์ช’ คุมทัพยาวถึงปี 2030 – BK8
ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2024 เควิน บลู ซีอีโอของสมาคมฟุตบอลแคนาดา (Canada Soccer) และ โทเซนต์ ริคเก็ตต์ส อดีตกองหน้าทีมชาติ ได้ต่อสายตรงหา อติบา ฮัทชินสัน ผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังแคนาดา เพื่อขอคำปรึกษาชิ้นสำคัญ
พวกเขาอยู่ในคณะกรรมการสรรหาผู้จัดการทีมชาติคนใหม่ และเป้าหมายอันดับหนึ่งคือ เจสซี่ มาร์ช กุนซือเปี่ยมพลังชาวอเมริกัน แต่ปัญหาคือค่าเหนื่อยของมาร์ชสูงเกินกว่าที่สมาคมจะจ่ายไหว
ฮัทชินสัน ผู้ซึ่งเพิ่งแขวนสตั๊ดและเข้าใจความต้องการของทีมชาติเป็นอย่างดี ตอบกลับด้วยความตื่นเต้นผ่านสายโทรศัพท์ว่า “ทุ่มเงินคว้าเขามาให้ได้เลย!”
และเขาคิดถูก… หลังจากสมาคมรวบรวมเงินจากผู้บริจาคเอกชนเพื่อจ่ายค่าจ้างให้มาร์ชได้สำเร็จ กุนซือรายนี้ก็เสกให้ทีมชาติแคนาดาพุ่งขึ้นสู่อันดับ 26 ของโลก (สูงที่สุดในประวัติศาสตร์) และทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศศึก โกปา อเมริกา
สัญญาใจที่ก้าวข้ามผลการแข่งขัน ล่าสุด ก่อนที่ศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่แคนาดาเป็นเจ้าภาพร่วมจะเปิดฉากขึ้น สมาคมฟุตบอลแคนาดาได้สร้างความประหลาดใจด้วยการประกาศต่อสัญญา เจสซี่ มาร์ช ยาวไปจนถึงปี 2030
คำถามที่ตามมาคือ ทำไมถึงรีบต่อสัญญาก่อนฟุตบอลโลก? จะเป็นอย่างไรถ้าแคนาดาแพ้ 3 นัดรวดและตกรอบแรก?
การจะตอบคำถามนี้ได้ ต้องเข้าใจรากฐานฟุตบอลของแคนาดาเสียก่อน แม้พวกเขาจะอยากคว้าชัยชนะในฟุตบอลโลก และหวังจะผ่านรอบแบ่งกลุ่ม (ที่อยู่ร่วมกับ บอสเนียฯ, กาตาร์ และ สวิตเซอร์แลนด์) ให้ได้เป็นครั้งแรก แต่ในภาพใหญ่ แคนาดายังเป็นประเทศที่ฟุตบอลเพิ่งเริ่มเติบโต
การที่สมาคมตัดสินใจต่อสัญญาก่อนทัวร์นาเมนต์เริ่ม เป็นการส่งสัญญาณว่าพวกเขากำลังมองข้ามผลลัพธ์ระยะสั้น และโฟกัสไปที่ “อนาคต”
ปรัชญาที่ตอบโจทย์ DNA แคนาดา สไตล์ฟุตบอล “เพรสซิ่งดุดันเต็มสูบ” (Full-throttle) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสโมสรในเครือเรดบูลล์ของมาร์ช กลายเป็นแม่แบบที่แคนาดาตามหามานาน
เมื่อตอนสัมภาษณ์งาน มาร์ชชี้ให้เห็นความจริงที่ว่า เด็กๆ แคนาดาไม่ได้เติบโตมาพร้อมกับลูกฟุตบอลแนบเท้าเหมือนเด็กในอาร์เจนตินาหรือเยอรมนี ทำให้ทักษะเทคนิคอาจเป็นรอง แต่สิ่งที่แคนาดามีเหนือกว่าคือ “ความเป็นนักกีฬา” (Athleticism) และโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาที่ยอดเยี่ยม
เมื่อรู้แบบนั้น มาร์ชจึงไม่คิดจะเปลี่ยนนักเตะแคนาดาให้เป็นสายเทคนิคจ๋า แต่เขาเลือกที่จะดึงจุดแข็งเรื่อง “ความเร็วและความแข็งแกร่งทางร่างกาย” มาใช้เป็นอาวุธหลัก ซึ่งระบบนี้ไม่เพียงแต่ใช้ได้กับทีมชุดใหญ่ แต่สมาคมยังเชื่อมั่นว่ามันสามารถนำไปปรับใช้เป็นรากฐานให้กับทีมเยาวชนทุกรุ่นของประเทศได้ด้วย
เสถียรภาพที่โหยหา นอกจากเรื่องแท็กติก การต่อสัญญาครั้งนี้ยังเป็นการซื้อ “เสถียรภาพ” หลังจากที่ผ่านมาทีมชาติแคนาดามักมีปัญหาความขัดแย้งภายใน (เช่น กรณี จอห์น เฮิร์ดแมน กุนซือคนก่อนออกมาวิจารณ์สมาคมเรื่องงบประมาณจนเกิดเป็นดราม่าใหญ่โต)
แต่มาร์ชเข้ามาเปลี่ยนบรรยากาศในแคมป์ทีมชาติให้กลายเป็นมืออาชีพและเต็มไปด้วยพลังบวก การที่เขาตกลงเซ็นสัญญาระยะยาว ยังเป็นการซื้อใจนักเตะและพิสูจน์ให้เห็นว่า เขาไม่ได้มองทีมชาติแคนาดาเป็นแค่ “ทางผ่าน” สู่การรับงานกับทีมที่ใหญ่กว่า แต่เขาต้องการสร้างโปรเจกต์นี้อย่างจริงจัง
“เราเป็นหนึ่งในทีมที่มีพละกำลังมากที่สุดในโลก เราเป็นพวกทำงานหนัก” ริคเก็ตต์ส กล่าวทิ้งท้าย “เจสซี่เข้ามามอบความมั่นใจและความดุดันให้เรา เขารู้ว่าเขาไม่ต้องสร้างนักเตะแคนาดาขึ้นมาใหม่ แต่เขาแค่ดึงจุดแข็งของเราออกมา เพื่อไปทำลายล้างคู่แข่ง… นั่นแหละคือสิ่งที่เขาทำ”
การขยายสัญญาของเจสซี่ มาร์ช อาจนำมาซึ่งความกดดัน แต่มันก็เป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญและแสดงให้เห็นว่า แคนาดาพร้อมแล้วที่จะสร้างตัวตนและปรัชญาฟุตบอลของตัวเอง เพื่อก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจลูกหนังหน้าใหม่ของโลกอย่างยั่งยืน