BK8 – ‘บัลลังก์แห่งความฝันและบทสรุปของราชา’: ย้อนรอยเส้นทางแชมป์โลก 2022 ของอาร์เจนตินา
เวลาล่วงเลยมาแล้วถึง 3 ปีครึ่ง นับตั้งแต่ศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ซึ่งต้องขยับมาจัดในช่วงฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ ท่ามกลางยุคสมัยที่ชาติจากยุโรปอย่าง อิตาลี, สเปน, เยอรมนี และ ฝรั่งเศส ผูกขาดแชมป์มาถึง 4 สมัยติด ในที่สุด “ทัพฟ้าขาว” อาร์เจนตินา ก็ก้าวขึ้นมาทวงบัลลังก์ได้สำเร็จ โดยมีศูนย์รวมจิตใจคือ ลิโอเนล เมสซี่ ในวัย 35 ปี
กุนซือผู้ปิดทองหลังพระ ลิโอเนล สกาโลนี่ อดีตแบ็กขวาจอมขยันที่เคยลงเล่นฟุตบอลโลกเพียง 1 นัดในปี 2006 ก้าวเข้ามารับงานคุมทีมแบบเต็มตัวเป็นครั้งแรก จากผู้ช่วยของ ฮอร์เก้ ซามเปาลี สู่กุนซือขัดตาทัพ สกาโลนี่พาทีมไร้พ่ายถึง 36 นัดก่อนเข้าสู่ทัวร์นาเมนต์ที่กาตาร์ ซึ่งสถิติดังกล่าวต้องจบลงหลังพ่ายซาอุดีอาระเบีย 2-1 ในนัดเปิดสนาม
แท็กติกที่ยืดหยุ่นดั่งสายน้ำ ความชาญฉลาดของสกาโลนี่คือการปรับเปลี่ยนแท็กติกอยู่เสมอ เขาเริ่มต้นด้วยระบบ 4-4-2 ก่อนจะสลับไปใช้ 4-3-3 และ 5-3-2 ในเกมที่เอาชนะออสเตรเลียและเนเธอร์แลนด์ แต่กุญแจสำคัญคือการค้นพบส่วนผสมที่ลงตัว เอ็นโซ่ เฟอร์นานเดซ ก้าวขึ้นมาคุมแดนกลางได้อย่างสมดุลในเกมที่สองกับเม็กซิโก ขณะที่ ฮูเลี่ยน อัลวาเรซ เข้ามาแทนที่ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ และกลายเป็นพลังงานสำคัญในการวิ่งไล่บอลแทนเมสซี่ พร้อมกับตะบันไปถึง 2 ประตูในรอบรองชนะเลิศที่ถล่มโครเอเชีย 3-0
จุดสูงสุดของ ‘เมสซี่’ ในที่สุด เมสซี่ก็ตอบคำถามที่คาใจคนทั้งโลกได้สำเร็จ เขาซัดไปถึง 7 ประตูในทัวร์นาเมนต์นี้ แม้ว่า 4 ลูกจะมาจากจุดโทษก็ตาม ทุกครั้งที่ทีมต้องการ เขาจะก้าวขึ้นมาเสมอ ทั้งลูกยิงเรียดสุดคมในเกมพบเม็กซิโก การจ่ายบอลสุดเหนือชั้นให้ นูเอล โมลิน่า ในเกมพบเนเธอร์แลนด์ และการลากเลื้อยหลอก ยอสโก้ กวาร์ดิโอล จนเสียทรงในรอบตัดเชือก นี่คือทัวร์นาเมนต์ของเขาอย่างแท้จริง
ความลับของความสำเร็จ เคล็ดลับอีกอย่างของอาร์เจนตินาคือความสามัคคี สกาโลนี่ใช้งานผู้เล่นถึง 24 คนตลอดเส้นทางสู่แชมป์ มีเพียง ฟรังโก้ อาร์มานี่ และ เคโรนิโม รุลลี่ สองผู้รักษาประตูสำรองเท่านั้นที่ไม่ได้ลงสัมผัสผืนหญ้า
นัดชิงชนะเลิศ: บทกวีแห่งลูกหนัง เกมนัดชิงชนะเลิศกับฝรั่งเศส ตลอด 120 นาทีเปรียบเสมือนภาพยนตร์ 4 ม้วนในเรื่องเดียว:
- ม้วนแรก: อาร์เจนตินานำห่าง 2-0 อย่างง่ายดาย อังเคล ดิ มาเรีย ที่เพิ่งหายเจ็บกลับมา แผลงฤทธิ์ทางฝั่งซ้าย เรียกจุดโทษให้เมสซี่ยิงนำ ก่อนจะสอดขึ้นมาทำประตูที่สองด้วยตัวเองที่เสาไกล
- ม้วนที่สอง: เกมดำเนินไปอย่างอึดอัดนาน 45 นาที โดยอาร์เจนตินายังคงคุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างสบายๆ
- ม้วนที่สาม: จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ซัดจุดโทษตีไข่แตก 2-1 และวอลเลย์ตีเสมอ 2-2 ภายในเวลาห่างกันเพียง 60 วินาที
- ม้วนสุดท้าย: ช่วงต่อเวลาพิเศษที่บีบหัวใจ เมสซี่ยิงให้อาร์เจนตินานำอีกครั้ง 3-2 ก่อนที่เอ็มบัปเป้จะซัดจุดโทษเป็นแฮตทริกตีเสมอ 3-3 ได้สำเร็จ
ในการดวลจุดโทษ กอนซาโล่ มอนเทียล แบ็กขวาผู้ปิดทองหลังพระ เป็นผู้สังหารจุดโทษชี้ชะตาพาทีมคว้าแชมป์โลก
วินาทีประวัติศาสตร์ที่ปลายสตั๊ด แม้เมสซี่จะร่ายมนต์มากมายในกรอบเขตโทษคู่แข่ง แต่วินาทีที่จดจำที่สุดกลับเกิดขึ้นในแดนของตัวเอง นั่นคือ “ซูเปอร์เซฟ” ของ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ในนาทีสุดท้ายของการต่อเวลาพิเศษ เขาพุ่งกางตัวบล็อกลูกยิงของ ร็องดาล โคโล มูอานี่ ด้วยเท้าซ้ายเอาไว้ได้อย่างปาฏิหาริย์ นี่อาจเป็นเซฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล ก่อนที่เขาจะไปเซฟจุดโทษได้อีกในรอบดวลเป้า
แม้ทัพฟ้าขาวจะมีนิสัยชอบปล่อยให้คู่แข่งกลับสู่เกมจนต้องลุ้นเหนื่อยในหลายๆ นัด และกลายเป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์โลกด้วยการชนะดวลจุดโทษถึง 2 ครั้งในรอบน็อกเอาต์ แต่เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้ง พวกเขาคือทีมที่ทำผลงานได้ดีกว่าในรอบน็อกเอาต์ทั้ง 4 นัด และคู่ควรกับการก้าวขึ้นเป็นราชันแห่งโลกฟุตบอลด้วยประการทั้งปวง