เจมี คาร์ราเกอร์ ตำนานปราการหลังสังกัด สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ออกโรงให้สัมภาษณ์ก่น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แข้งคีย์แมนของทัพ หงส์แดง ให้หลังจากที่สตาร์ทีมชาติ อียิปต์ เฉ่งต้นสังกัดที่ดร็อปเขาเป็นตัวสำรองในช่วงหลัง – bk8
เจมี คาร์ราเกอร์ ตำนานกองหลังลิเวอร์พูล ออกโรงวิจารณ์ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ อย่างรุนแรง โดยระบุว่าการระเบิดอารมณ์ผ่านสื่อของดาวเตะรายนี้เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นความน่าอัปยศ
ซาลาห์กลายเป็นประเด็นร้อนหลังจบเกมที่ ลิเวอร์พูล เสมอกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด 3-3 เมื่อวันเสาร์ ซึ่งเป็นนัดที่เขาถูกจับนั่งเป็นตัวสำรองติดต่อกันเป็นแมตช์ที่ 3 หลังจบเกมดังกล่าวที่ เอลแลนด์ โร้ด ดาวยิงชาวอียิปต์ได้ให้สัมภาษณ์สุดดุเดือด โดยกล่าวหาว่าเขาถูกสโมสร “ทอดทิ้ง”
“This was one of the great TV eviscerations, up there with Gary Neville saying David Luiz looked like he was ‘being controlled by a 10-year-old on a PlayStation'”
✍️ @thomgibbshttps://t.co/Kh3av7ZWQq pic.twitter.com/lL4Q80ZpMo
— Telegraph Football (@TeleFootball) December 9, 2025
นอกจากนี้ ซาลาห์ยังเผยว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ อาร์เน สล็อต ผู้จัดการทีม ได้มาถึงจุดแตกหัก ส่งผลให้ในเวลาต่อมาเขาถูกตัดชื่อออกจากทีมชุดลุยศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ที่จะพบกับ อินเตอร์ มิลาน อีกทั้งยังได้พาดพิงถึงคาร์ราเกอร์ว่า “เขาคงจะวิจารณ์ผม แต่ก็ไม่เป็นไร” ซึ่งทำให้นักวิจารณ์ฝีปากกล้าจาก สกาย สปอร์ตส์ ตอบโต้อย่างไม่ไว้หน้า
“ผมคิดว่าสิ่งที่เขาทำหลังจบเกมมันน่าอัปยศ บางคนอาจมองว่าเป็นเพียงการระเบิดอารมณ์ชั่ววูบ แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น” คาร์ราเกอร์ กล่าวในรายการ มันเดย์ ไนท์ ฟุตบอล
“ตลอด 8 ปีที่ลิเวอร์พูล เขาหยุดให้สัมภาษณ์ในมิกซ์โซน (พื้นที่สัมภาษณ์นักข่าว) เพียงแค่ 4 ครั้งเท่านั้น ผมมองว่าทุกครั้งที่เขาทำแบบนี้ มันคือการเตี๊ยมกันมาระหว่างเขากับเอเยนต์ เพื่อสร้างความเสียหายให้มากที่สุดและเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้กับตัวเอง”
คาร์ราเกอร์ ซึ่งเป็นเจ้าของสถิติลงเล่นพรีเมียร์ลีกมากที่สุดตลอดกาลของลิเวอร์พูล รู้สึกไม่พอใจเป็นพิเศษกับคำพูดบางช่วงของซาลาห์
“ประโยคที่สะดุดใจผมที่สุดคือคำว่า ‘ถูกทอดทิ้ง’ ความจริงคือเขาต่างหากที่ทอดทิ้งสโมสรมาแล้วถึง 2 ครั้งในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา” คาร์ราเกอร์ กล่าวเสริม
“ในสถานการณ์ปัจจุบันกับผู้จัดการทีม เขาควรทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยสโมสรให้พ้นจากผลงานที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่เขากลับไม่ได้ทำเช่นนั้น”