BK8 – หายนะทัพอัซซูร์รี่! เจาะลึกความพ่ายแพ้และวิกฤตลูกหนัง ‘อิตาลี’ ชวดตั๋วบอลโลก 3 สมัยติด
วงการลูกหนังโลกต้องตกตะลึงอีกครั้ง เมื่อ “อัซซูร์รี่” ทีมชาติอิตาลี เจ้าของแชมป์โลก 4 สมัย ต้องยุติเส้นทางสู่ฟุตบอลโลก 2026 ไว้เพียงแค่รอบเพลย์ออฟ หลังพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษให้กับ บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา ส่งผลให้พวกเขากลายเป็นอดีตแชมป์โลกชาติแรกในประวัติศาสตร์ที่พลาดการผ่านเข้ารอบสุดท้ายถึง 3 สมัยติดต่อกัน (ต่อจากปี 2018 ที่รัสเซีย และ 2022 ที่กาตาร์)
จุดเปลี่ยนใบแดง และฝันร้ายในการดวลเป้า
เกมเพลย์ออฟนัดชี้ชะตานี้ อิตาลีเริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการได้ประตูขึ้นนำไปก่อนในนาทีที่ 15 จากจังหวะที่ นิโคล่า วาซิลจ์ นายทวารบอสเนียจ่ายบอลพลาด นิโคโล่ บาเรลล่า ตัดบอลได้ก่อนจ่ายให้ มอยเซ่ คีน ซัดบริเวณกรอบเขตโทษเข้าไปอย่างเฉียบขาด
ทว่าจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นก่อนหมดครึ่งแรกเพียง 5 นาที เมื่อ อเลสซานโดร บาสโตนี่ ปราการหลังตัวเก่ง ไปทำฟาวล์รุนแรงใส่ อามาร์ เมมิช ที่กำลังหลุดเดี่ยว ทำให้เขาโดนใบแดงไล่ออกจากสนามทันที อิตาลีต้องเล่นด้วยผู้เล่น 10 คนตลอดช่วงเวลาที่เหลือ
ครึ่งหลัง จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ต้องออกแรงเซฟอุตลุด แต่ความพยายามของทัพอัซซูร์รี่ก็พังทลายในนาทีที่ 79 ดอนนารุมม่า ปัดลูกโหม่งของ เอดิน เชโก้ (จากลูกเปิดของ อามาร์ เดดิช) ออกมาได้ แต่ ฮาริส ตาบาโควิช ปรี่เข้าซ้ำดาบสองไม่เหลือซาก ตีเสมอ 1-1 จนต้องต่อเวลาพิเศษและดวลจุดโทษชี้ขาด
ในการดวลเป้า ขุนพลบอสเนียทำได้อย่างไร้ที่ติ ยิงเข้าทุกคน (เบนจามิน ทาฮิโรวิช, ตาบาโควิช, เคริม อลัจเบโกวิช และ เอสเมียร์ บัจรักตาเรวิช) ขณะที่อิตาลีต้องน้ำตาตกเมื่อ ปิโอ เอสโปซิโต้ ยิงข้ามคาน และ ไบรอัน คริสตานเต้ ยิงไปชนคาน ส่งบอสเนียฯ ที่นำทัพโดยกัปตันจอมเก๋าวัย 40 ปีอย่าง เอดิน เชโก้ ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ โดยจะไปอยู่ในกลุ่ม บี ร่วมกับ แคนาดา, กาตาร์ และ สวิตเซอร์แลนด์
น้ำตาของ ‘กัตตูโซ่’ และวิกฤตที่ยอมรับความจริง
หลังจบเกม เจนนาโร่ กัตตูโซ่ กุนซือทีมชาติอิตาลี หลั่งน้ำตาพร้อมให้สัมภาษณ์ว่า “มันเจ็บปวดมาก เพราะเราต้องการสิ่งนี้เพื่อพวกเรา เพื่อชาวอิตาลีทุกคน และเพื่อวงการฟุตบอลของเรา มันเป็นความพ่ายแพ้ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ผมยอมแลกอายุขัยหลายปีหรือเงินทอง เพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายนี้”
ด้าน กาบริเอเล่ กราวีน่า ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี (FIGC) ยืนยันว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง และได้ขอให้กัตตูโซ่คุมทีมต่อไป แต่ก็ยอมรับตามตรงว่าฟุตบอลอิตาลีกำลังเผชิญกับ “วิกฤตขั้นรุนแรง” ขณะที่ เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า ปีกจอมเก๋า กล่าวทั้งน้ำตาว่า “เด็กๆ ชาวอิตาเลียนจะต้องทนดูฟุตบอลโลกที่ไม่มีอิตาลีอีกครั้ง ผมยังไม่อยากเชื่อว่าเราจะตกรอบแบบนี้หลังจากต้องสู้ด้วยผู้เล่น 10 คน”
วิเคราะห์รอยร้าว: ทำไมอิตาลีถึงตกต่ำถึงขีดสุด?
นับตั้งแต่คว้าแชมป์โลกปี 2006 อิตาลีล้มเหลวในทัวร์นาเมนต์นี้มาตลอด (ตกรอบแรกปี 2010, 2014 และไม่ผ่านเข้ารอบปี 2018, 2022, 2026) แม้จะคว้าแชมป์ยูโร 2020 มาคั่นกลาง แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นเพียง “ภาพลวงตา” ที่ปกปิดปัญหาเรื้อรังเอาไว้:
- ระบบเยาวชนและการให้โอกาส: จูเลียง โลร็องส์ ผู้เชี่ยวชาญฟุตบอลยุโรปชี้ว่า อะคาเดมีในอิตาลีผลิตนักเตะคุณภาพไม่เพียงพอ และผลกระทบจาก กฎบอสแมน (Bosman ruling) ในปี 1995 ทำให้นักเตะต่างชาติหลั่งไหลเข้าสู่เซเรีย อา บดบังโอกาสการแจ้งเกิดของดาวรุ่งท้องถิ่น
- ปัญหาการเงินและโครงสร้างพื้นฐาน: ไม่มีสโมสรอิตาลีติดท็อป 10 ในลิสต์สโมสรที่ทำรายได้สูงสุดของ Deloitte สโมสรส่วนใหญ่ขาดทุนและไม่สามารถปรับปรุงสนามแข่งให้ทันสมัยได้ ซึ่งกระทบต่อรายได้เชิงพาณิชย์โดยตรง อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ตำนานกองหน้าเคยชี้เป้าไว้ว่า “ปัญหาของเราคือสนามและระบบเยาวชน เราต้องทำผลงานนอกสนามให้ดีกว่านี้”
- ความวุ่นวายในการบริหารจัดการ: การปลด ลูชาโน่ สปัลเล็ตติ หลังแพ้นอร์เวย์ 0-3 ในเดือนมิถุนายน (แม้จะให้คุมต่อในเกมชนะมอลโดวาก็ตาม) แล้วดึง กัตตูโซ่ เข้ามาสานต่อ ทำให้ทีมขาดความต่อเนื่อง แม้กัตตูโซ่จะพาทีมชนะ 5 นัดรวด แต่ความพ่ายแพ้ต่อนอร์เวย์ 1-4 ก่อนหน้านั้น ก็บีบให้พวกเขาต้องมาเหนื่อยในรอบเพลย์ออฟ จนนำมาซึ่งความปราชัยในที่สุด
อิตาลี ไม่ใช่ชาติยักษ์ใหญ่ชาติแรกที่พลาดตั๋วฟุตบอลโลก (อาร์เจนตินา 1970, อังกฤษ 1974 และ 1994, เนเธอร์แลนด์ 1982 และ 2018 ต่างเคยเผชิญความขมขื่นนี้) แต่นี่คือรอยแผลเป็นที่ลึกที่สุดของชาติที่เคยเป็นมหาอำนาจลูกหนัง การตกรอบ 3 สมัยติดคือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงว่า ถึงเวลาที่ฟุตบอลอิตาลีต้อง “รื้อระบบและสร้างใหม่” อย่างจริงจังเสียที