ด่าจนได้ดี? “มาร์ค โกลด์บริดจ์” ยูทูบเบอร์สายบ่นแมนยู ฟันเงินเดือนเข้ากระเป๋าปีละ 66 ล้านบาท!

BK8thai – ด่าจนได้ดี? เปิดขุมทรัพย์ “มาร์ค โกลด์บริดจ์” เจ้าพ่อสื่อแฟนคลับแมนยูฯ พบจ่ายเงินเดือนตัวเองสูงถึง 1.5 ล้านปอนด์ สวนทางดราม่าที่ถาโถม

ในยุคที่ “สื่อแฟนคลับ” (Fan Media) มีอิทธิพลเทียบเท่าสื่อหลัก ชื่อของ มาร์ค โกลด์บริดจ์ (Mark Goldbridge) หรือชื่อจริง เบรนต์ ดิ เซซาเร คือเบอร์หนึ่งที่แฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทั่วโลกรู้จักดี ทั้งจากลีลาการพากย์เกมสุดเร้าใจและการวิจารณ์ทีมรักแบบเผ็ดร้อน

ล่าสุดมีการเปิดเผยตัวเลขทางบัญชีที่ทำเอาหลายคนต้องอ้าปากค้าง เมื่อพบว่าเขาสามารถสร้างรายได้มหาศาลจากการทำคอนเทนต์ จนสามารถจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองได้ถึง 1.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 66 ล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา

เจาะถุงเงิน “โกลด์บริดจ์” ข้อมูลจาก Companies House ระบุว่า บริษัท OMS Investments Limited ซึ่งโกลด์บริดจ์เป็นผู้อำนวยการเพียงผู้เดียว มีสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นจาก 3.3 ล้านปอนด์ เป็น 4.96 ล้านปอนด์ในปี 2024 และมีการจ่ายเงินปันผลหรือค่าตอบแทนให้ตัวเขาเองสูงถึง 7 หลัก แม้ตัวแทนของเขาจะออกมาชี้แจงว่า OMS เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่แยกต่างหากและไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับรายได้ของช่อง “The United Stand” แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความมั่งคั่งนี้มาจากอาณาจักรสื่อที่เขาสร้างขึ้น

จากยูทูบเบอร์สู่พาร์ทเนอร์บุนเดสลีกา นอกจากการทำช่อง “The United Stand” ที่มีผู้ติดตามกว่า 2.22 ล้านคนแล้ว เขายังขยายอาณาจักรไปยังช่อง “That’s Football” (1.44 ล้านซับ) ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง จนได้รับลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอล บุนเดสลีกา อย่างเป็นทางการในฤดูกาลนี้ (2025/26) ร่วมกับสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Sky และ BBC ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ “ครีเอเตอร์” ได้รับสิทธิ์ระดับนี้

รวยท่ามกลางดราม่า เส้นทางของโกลด์บริดจ์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาถูกวิจารณ์อย่างหนักจากอดีตนักเตะอย่าง พอล พาร์คเกอร์ ที่กล่าวหาว่าเขาเป็น “แฟนบอลน็อตติงแฮม ฟอเรสต์” ที่มาหากินกับความล้มเหลวของแมนยูฯ และคอยปั่นกระแสโจมตีสโมสร

นอกจากนี้ เขายังเคยเป็นประเด็นร้อนกับนักเตะชุดปัจจุบัน ทั้งกรณีที่ อเลฮานโดร การ์นาโช่ ไปกดไลก์โพสต์ที่เขาวิจารณ์ เอริก เทน ฮาก หรือกรณีที่ ราสมุส ฮอยลุนด์ ให้สัมภาษณ์กับช่องของเขาจนเกิดดราม่าในห้องแต่งตัวเมื่อปีก่อน

แต่ดูเหมือนว่ายิ่งมีดราม่า ชื่อเสียงและรายได้ของ “มาร์ค โกลด์บริดจ์” ก็ยิ่งพุ่งทะยาน จนกลายเป็นต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจสื่อฟุตบอลยุคใหม่ไปแล้ว