ตำนาน ‘การินช่า’ (Garrincha): ราชาปีกขาโก่งผู้มอบความสุขให้บราซิล และโศกนาฏกรรมแห่งชีวิตลูกหนัง

‘ความสุขของมวลชน และ คราบน้ำตาของตัวตลก’: ย้อนรอยชีวิต ‘การินช่า’ ราชาแห่งสนามเด็กเล่น

เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องสู่ศึกฟุตบอลโลก 2026 ทาง The Athletic ได้จัดทำหนังสือ The Soccer 100 ซึ่งรวบรวม 100 นักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และในอันดับที่ 14 คือชายผู้รับใช้ทีมชาติบราซิลมายาวนานถึง 11 ปี ชายผู้มีนามว่า การินช่า (Garrincha) หรือ “เจ้านกกระจ้อยร่อย”

ฟุตบอลในระดับอาชีพมักจะเต็มไปด้วยความตึงเครียดและจริงจัง แต่วิธีการเล่นของการินช่านั้นแตกต่างออกไป เขาไม่ได้แค่เลี้ยงบอลเพื่อเอาชนะคู่แข่ง แต่เขาเลี้ยงเพื่อ “หยอกล้อ” เขาชอบโยกหลอกจนกองหลังเสียหลัก ลากบอลกลับมาที่เดิม แล้วก็เลี้ยงผ่านไปอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม เพียงเพราะว่า “มันสนุกดี” ลีลาของเขาทำให้แฟนบอลหัวเราะ ราวกับกำลังดู ชาร์ลี แชปลิน โลดแล่นอยู่บนผืนหญ้า

ชายผู้ไม่น่าจะเตะฟุตบอลได้ การินช่าเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนข้นแค้น ในเมืองที่ชื่อแปลได้ว่า ‘ไม้ท่อนใหญ่’ เขามีขาทั้งสองข้างที่ผิดรูป ขาซ้ายของเขาสั้นกว่าขาขวาประมาณ 2 นิ้วและบิดออกด้านนอก ส่วนขาขวาก็บิดงอเข้าด้านใน เมื่อเขาไปเกณฑ์ทหารในวัยรุ่น นายทหารมองเขาแค่แวบเดียวแล้วบอกไล่เขากลับบ้านทันที การคิดว่าคนที่มีสภาพร่างกายแบบนี้จะกลายเป็นนักฟุตบอล ถือเป็นเรื่องที่ผิดหลักเหตุผลอย่างสิ้นเชิง

แต่สำหรับ “มาเน่” (ชื่อเล่นที่เพื่อนๆ เรียก) เขาเลี้ยงบอลก้าวข้ามทุกเหตุผลบนโลกใบนี้ ในวัย 19 ปี เขาไปทดสอบฝีเท้ากับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง โบตาโฟโก้ และโชว์ลีลาหลอกล่อ นิลตัน ซานโตส ฟูลแบ็กระดับตำนานจนหัวหมุน ทำให้เขาถูกจับเซ็นสัญญาทันที

วีรบุรุษผู้พาบราซิลคว้าแชมป์โลก ในศึกฟุตบอลโลก 1958 ที่สวีเดน การินช่าเกือบหมดอนาคตเมื่อผลทดสอบทางจิตวิทยาระบุว่าเขามีความคิดความอ่านเหมือน “เด็กและคนโง่เขลา” ทำให้เขาถูกดร็อปใน 2 นัดแรก แต่ด้วยการเรียกร้องจากเพื่อนร่วมทีม เขาได้ลงประเดิมสนามในนัดที่ 3 กับสหภาพโซเวียต และตอบแทนความไว้วางใจด้วยฟอร์มการเล่นที่ปั่นป่วนคู่แข่งจนเสียทรง ก่อนจะพาทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์โลกสมัยแรกได้สำเร็จ

สี่ปีต่อมาในฟุตบอลโลก 1962 ที่ชิลี เมื่อ ‘เปเล่’ ได้รับบาดเจ็บ การินช่าก็ก้าวขึ้นมาแบกทีมอย่างเต็มตัว เขาคือผู้เล่นที่ดีที่สุดในทัวร์นาเมนต์ ยิงไป 4 ประตู และพาบราซิลป้องกันแชมป์โลกได้อย่างยิ่งใหญ่ จนหนังสือพิมพ์ในชิลีถึงกับพาดหัวว่า “การินช่า… คุณมาจากดาวดวงไหน?”

เนลสัน โรดริเกส นักเขียนบทละครชื่อดังของบราซิล เคยนิยามความเก่งกาจของเขาไว้อย่างลึกซึ้งว่า:

“การินช่าไม่ต้องคิด… เพราะเหตุผลคือความงี่เง่าเมื่อเทียบกับสัญชาตญาณอันรวดเร็วของเขา เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา พวกเราทุกคนก็เป็นแค่คนเชื่องช้า เขาไม่ได้เตะฟุตบอลเหมือนคนอื่น แต่เขาฟูมฟักมันราวกับกล้วยไม้หายาก แม้แต่พระเจ้ายังต้องเฝ้ามองเขาด้วยความชื่นชม”

จุดจบที่แตกสลาย คนบราซิลรักการินช่า เพราะเขาคือคนธรรมดาที่มีข้อบกพร่อง แตกต่างจากเปเล่ที่ดูสมบูรณ์แบบจนจับต้องยาก เขาเป็นเหมือนเพื่อนบ้าน เป็นคนกันเองที่เข้าถึงได้ง่าย

แต่ความบกพร่องในชีวิตจริงของเขากลับรุนแรงและโหดร้าย การินช่าติดเหล้าอย่างหนักและใช้ชีวิตเสเพล ในปี 1969 เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ (ซึ่งคาดว่าเกิดจากความมึนเมา) จนทำให้แม่ยายของเขาเสียชีวิต หลังจากนั้นชีวิตของเขาก็ดิ่งลงเหว เขาเข้าออกโรงพยาบาลและร้านเหล้าเป็นว่าเล่น แม้แต่ นิลตัน ซานโตส เพื่อนรักของเขายังเคยกล่าวด้วยความเศร้าว่า “เขาใช้ชีวิตเพื่อพยายามทำลายตัวเอง”

บั้นปลายชีวิตของการินช่าเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว ภาพการปรากฏตัวในงานคาร์นิวัลปี 1980 ของเขาด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกและแววตาที่เหม่อลอย ทำให้แม้แต่เปเล่ยังต้องหลั่งน้ำตา

การินช่าจากโลกนี้ไปในเดือนมกราคมปี 1983 ด้วยวัยเพียง 49 ปี ทิ้งไว้เพียงตำนานของชายผู้แบกรับความทุกข์ยากของคนทั้งประเทศไว้บนบ่า แล้วเปลี่ยนมันเป็นรอยยิ้มให้ทุกคนได้มีความสุข

คาร์ลอส ดรัมมอนด์ เดอ อันดราเด กวีผู้ยิ่งใหญ่ชาวบราซิล ได้เขียนไว้อาลัยถึงเขาไว้อย่างสะเทือนอารมณ์ว่า… “เขายอมเป็นเพียงคนธรรมดาที่ช่วยให้ประเทศนี้ลืมเลือนความเจ็บปวด สิ่งที่น่าเศร้าคือความเจ็บปวดเหล่านั้นจะวนกลับมา แต่เราจะไม่มีการินช่าอีกต่อไปแล้ว เราคงต้องรอคอยการินช่าคนใหม่… เพื่อมาหล่อเลี้ยงความฝันของเราต่อไป”