รอยร้าวราชัน! ‘เปอตีต์’ จวก ‘เอ็มบัปเป้’ พกความเห็นแก่ตัวทำ เรอัล มาดริด ร่วง UCL ชี้อีกแข้งคือตัวการ

BK8เมื่อ ‘อัตตา’ ทำลายทีม: ‘เปอตีต์’ ชี้ ‘เอ็มบัปเป้-คามาวิงก้า’ คือต้นเหตุฝันสลายของ เรอัล มาดริด

ฟุตบอลคือภาพสะท้อนของการหลอมรวมจิตวิญญาณคน 11 คนให้เป็นหนึ่งเดียว แต่เมื่อใดที่ “ตัวตน” ของใครบางคนใหญ่กว่าตราสโมสรบนหน้าอก ความงดงามเหล่านั้นก็อาจพังทลายลงในพริบตา…

ค่ำคืนที่ อัลลิอันซ์ อารีน่า จบลงด้วยความปวดร้าวของ เรอัล มาดริด ภายใต้การนำทัพของ อัลบาโร่ อาร์เบลัว พวกเขาต้องยุติเส้นทาง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ ด้วยความพ่ายแพ้ต่อ บาเยิร์น มิวนิค สกอร์รวม 6-4 หลังต้องมาเสียสองประตูในช่วงท้ายเกมอันเป็นผลพวงจากใบแดงของ เอดูอาร์โด้ คามาวิงก้า

รอยร้าวที่ชื่อ ‘เอ็มบัปเป้’

ท่ามกลางความผิดหวัง เอ็มมานูเอล เปอตีต์ อดีตกองกลางของอาร์เซน่อลและเชลซี ที่ปัจจุบันทำหน้าที่นักวิจารณ์ให้กับ RMC ได้ออกมาตอกย้ำบาดแผลนี้ ด้วยการพุ่งเป้าไปที่ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ สตาร์เบอร์หนึ่งของทีม

ความพ่ายแพ้นัดนี้ถือเป็นผลการแข่งขันที่น่าผิดหวังนัดที่ 4 ติดต่อกัน นับตั้งแต่เอ็มบัปเป้หายเจ็บเข่ากลับมาเป็นตัวจริง ซึ่งน่าแปลกใจที่ในช่วงเวลาที่เขาขาดหายไป ทัพราชันชุดขาวกลับโชว์ฟอร์มหรูด้วยการปราบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทั้งไปและกลับในรอบ 16 ทีม รวมถึงคว่ำ แอตเลติโก มาดริด ในลีกได้อย่างสง่างาม

“มันไม่ใช่ความผิดของเอ็มบัปเป้คนเดียวหรอก” เปอตีต์ เปิดใจวิจารณ์ “แต่การเข้ามาของเขา มันทำให้ห้องแต่งตัวของ เรอัล มาดริด เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว มันคือความล้มเหลวอย่างแท้จริง”

เปอตีต์ยังได้เปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แชมป์เก่าถ้วยยุโรป ที่กลับมาแข็งแกร่งและเล่นเป็นธรรมชาติมากขึ้นหลังจากที่เอ็มบัปเป้ย้ายออกไป “จังหวะเวลามันฟ้องชัดเจน ตั้งแต่เปแอสเชเล่นกันเป็นทีม พวกเขาก็โชว์ฟอร์มได้มหัศจรรย์ ทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเหมือนนิ้วทั้งห้าบนฝ่ามือ”

ความผิดพลาดที่ไม่อาจให้อภัย และความเดือดดาลหลังเกม

แม้จะวิจารณ์เอ็มบัปเป้อย่างหนัก แต่เปอตีต์ก็ยอมรับตามตรงว่า จุดเปลี่ยนที่แท้จริงที่ทำให้มาดริดต้องตกรอบ คือความผิดพลาดของ เอดูอาร์โด้ คามาวิงก้า มิดฟิลด์วัย 23 ปี ที่มาโดนใบเหลืองที่สองในนาทีที่ 86 จากจังหวะทำฟาวล์ แฮร์รี่ เคน แล้วยังจงใจถ่วงเวลาด้วยการเดินถือบอลออกไป

“ถ้าจะต้องมีใครสักคนถูกตำหนิ คนๆ นั้นคือคามาวิงก้า การฟาวล์ของเขาคือหายนะ” เปอตีต์เสริม “ในนาทีที่ 86 ใบแดงอาจจะดูโหดร้าย แต่โชคร้ายที่กรรมการแค่ทำตามกฎ เรอัลมักจะชอบซ่อนความผิดพลาดของตัวเองไว้หลังการทำหน้าที่ของกรรมการเสมอ”

หลังสิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลา ความโศกเศร้าแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น นักเตะเรอัล มาดริด หลายคน รวมถีง อันโตนิโอ รูดิเกอร์ และ วินิซิอุส จูเนียร์ ปรี่เข้าไปประท้วง สลาฟโก้ วินชิช ผู้ตัดสินชาวสโลวีเนียอย่างดุเดือด

อารมณ์ที่พุ่งพล่านทำให้ อาร์ด้า กูแลร์ ดาวรุ่งวัย 21 ปีที่เหมาสองประตูสุดสวยในเกมนี้ คุมสติไม่อยู่และตะคอกใส่หน้ากรรมการจนทีมงานต้องเข้ามาดึงตัวออกไป ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวทำให้เขาโดนใบแดงไล่ออกตามไปอีกคนหลังจบเกม

ทางด้านกุนซือ อาร์บาโร่ อาร์เบลัว ก็ไม่สามารถปกปิดความขมขื่นไว้ได้ เขาให้สัมภาษณ์ด้วยความเจ็บปวดว่า:

“เห็นได้ชัดว่าคุณไม่สามารถไล่นักเตะออกด้วยเรื่องแค่นี้ได้ กรรมการได้ทำลายเกมที่ตื่นเต้น สูสี และเป็นเหมือนการทำศึกที่แท้จริงพังทลายลง… เราผิดหวัง โกรธ และเจ็บปวด ผมคิดว่าทั้งหมดนี้มันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย”

ในค่ำคืนที่ดาวดับแสง เรอัล มาดริด ไม่เพียงแต่สูญเสียตั๋วเข้ารอบ แต่พวกเขายังต้องกลับมาทบทวนบทเรียนครั้งใหญ่ ว่าท่ามกลางกลุ่มดวงดาวที่ส่องประกาย พวกเขาจะหล่อหลอมความแตกต่างให้กลายเป็น “ทีม” ที่แท้จริงได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ความเจ็บปวดเช่นนี้ต้องซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง