เจาะความลับ ‘โครเอเชีย’ ทำไมชาติเล็กๆ ถึงปั้นยอดนักเตะอย่าง ‘โมดริช-กวาร์ดิโอล’ ขึ้นมาเขย่าโลกได้

‘รอยแผลจากสงคราม สู่ความยิ่งใหญ่บนผืนหญ้า’: ถอดรหัส โครเอเชีย ชาติเล็กๆ ที่ท้าทายมหาอำนาจลูกหนัง และจิตวิญญาณที่ไม่เคยยอมแพ้ของ ลูก้า โมดริชBK8

“ตอนนั้นผมแทบจะเป็นบ้า… เขามัวแต่ห่วงผมยาวสลวยของเขา ทุกครั้งที่เขาจะจ่ายบอล เขาจะต้องสะบัดผมก่อนเสมอ จนสุดท้ายผมในฐานะโค้ชต้องยื่นคำขาดให้เขาไปตัดผมซะ!”

โรเมโอ โจซัค อดีตโค้ชเยาวชนของ ดินาโม ซาเกร็บ เล่าถึงความทรงจำในอดีตพร้อมรอยยิ้ม เมื่อนึกถึงลูกศิษย์ตัวผอมบางคนนั้น… เด็กหนุ่มที่ในเวลาต่อมาได้ก้าวขึ้นเป็น ลูก้า โมดริช นักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โครเอเชีย เจ้าของ 6 แชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก และรางวัลบัลลงดอร์

วันนี้ในวัย 40 ปี โมดริชกลับมาไว้ผมยาวอีกครั้ง และเขากำลังจะสวมปลอกแขนกัปตันทีม นำทัพตราหมากรุกประเดิมสนามฟุตบอลโลก 2026 พบกับทีมชาติอังกฤษ นี่คือเรื่องราวของนักเตะที่เติบโตมาจากไฟสงคราม และเป็นภาพสะท้อนของ “ชาติเล็กๆ แต่หัวใจใหญ่” ที่มักจะหักปากกาเซียนได้เสมอ

บาดแผลแห่งสงคราม และแรงผลักดันที่ซ่อนอยู่ในสายเลือด

ในยุค 90 โครเอเชียต้องเผชิญกับสงครามประกาศอิสรภาพจากยูโกสลาเวีย โมดริชในวัย 6 ขวบ ต้องสูญเสียคุณปู่ที่ถูกกองกำลังเซิร์บสังหาร บ้านถูกเผา และต้องระหกระเหินไปเป็นผู้ลี้ภัยในโรงแรมที่เมืองซาดาร์ ที่นั่น… เขาใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องเยียวยาจิตใจ

โจซัค อธิบายว่า ความเจ็บปวดจากสงครามคือสิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในดีเอ็นเอของชาวโครแอต แม้จะไม่ใช่นำมาเป็นแรงจูงใจโดยตรง แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องสู้ พวกเขาจะดึงเอาพลังนั้นออกมาใช้ ประกอบกับความภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนของชาติที่มีประชากรไม่ถึง 4 ล้านคน แต่สามารถต่อกรกับยักษ์ใหญ่ได้ นี่คือแหล่งกำเนิดของ “ความมั่นใจ” ที่เกินร้อย

‘โรงงานผลิตดาวเตะ’ ดินาโม ซาเกร็บ และการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด

ในตอนที่โมดริชเข้าสู่อคาเดมี่ของดินาโม ซาเกร็บ ด้วยวัย 16 ปี เขาไม่ใช่ดาวเด่นหรือตัวความหวังสูงสุด เพราะรูปร่างที่เล็กและผอมบาง แต่สิ่งที่เขามีเหนือใครคือ “ความกระหายแบบสุนัขพิตบูล” การถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวในลีกบอสเนียอันแสนโหดร้าย ช่วยหล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนแข็งแกร่งและ “เอาตัวรอด” ได้ในทุกสถานการณ์

โจซัค ในฐานะผู้อำนวยการอคาเดมี่ ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันระดับสูงภายในทีมเยาวชน นักเตะดาวรุ่งอย่าง มาเตโอ โควาซิช หรือแม้กระทั่ง ยอสโก้ กวาร์ดิโอล (กองหลังแมนฯ ซิตี้ ที่เคยถูกจับไปเล่นเป็นมิดฟิลด์เบอร์ 10 เพื่อฝึกทักษะการใช้เท้าและเทคนิค) ล้วนเติบโตมาจากระบบที่บีบคั้นนี้

“มันคือการเอาตัวรอด คุณไม่สามารถทำบอลเสียได้เลย เพราะมีเด็กหนุ่มอีกคนที่พร้อมจะแย่งตำแหน่งคุณอยู่ตลอดเวลา… เวลาคุณไปห้องน้ำ คุณต้องไปกับลูกบอล เวลาคุณหยิบโทรศัพท์ คุณก็ต้องอยู่กับลูกบอล ทุกอย่างทำร่วมกับลูกบอล” โจซัคเผยเคล็ดลับ

ปัจจุบัน เกือบครึ่งหนึ่งของนักเตะทีมชาติโครเอเชียชุดฟุตบอลโลก ล้วนผ่านการปลุกปั้นมาจาก ดินาโม ซาเกร็บ แทบทั้งสิ้น และนักเตะถึง 18 คนในทีมชุดนี้ค้าแข้งอยู่ในลีกระดับท็อปของยุโรป

พลังแห่งความสามัคคีใต้ร่มเงาของ ‘ซลัตโก้ ดาลิช’

แน่นอนว่านักเตะเก่งอย่างเดียวไม่พอ ผู้ที่เข้ามาประสานรอยร้าวและรวมใจนักเตะโครเอเชียให้เป็นหนึ่งเดียวคือกุนซือ ซลัตโก้ ดาลิช ผู้พาทีมคว้ารองแชมป์โลก 2018 และอันดับสามในปี 2022

“ในโครเอเชีย เราเป็นคนที่ใช้อารมณ์ความรู้สึกและชอบเข้าสังคม ดาลิชเข้าใจเรื่องนี้ดีมาก” โจซัคกล่าวชื่นชม “เขารู้ว่าเมื่อไหร่ควรเหยียบคันเร่ง เมื่อไหร่ควรผ่อน เมื่อไหร่ควรตะคอก และเมื่อไหร่ควรสวมกอดนักเตะ เขาไม่ใช่แค่โค้ชฟุตบอล แต่เขาคือโค้ชทางอารมณ์และจิตใจที่ชาญฉลาดมาก”

ในฟุตบอลโลก 2026 นี้ ทัพตราหมากรุก โครเอเชีย อาจไม่ใช่ทีมเต็งหนึ่ง แต่ตราบใดที่พวกเขายังสวมเสื้อแข่งสีแดง-ขาว และมีนักสู้ที่ชื่อ ลูก้า โมดริช คอยบัญชาการเกมอยู่ในสนาม… โลกทั้งใบก็พร้อมที่จะจับตาดูปาฏิหาริย์ครั้งใหม่ของพวกเขาอีกครั้ง