BK8 – บันทึก 1 ทศวรรษ: รำลึกอินทรีเหล็กแชมป์โลก 2014 ยุคทองของ ‘นอยเออร์’ และโศกนาฏกรรม 7-1 ที่เบโลโอรีซอนชี
ประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกไม่เคยมีชาติจากยุโรปทีมใดบุกไปคว้าแชมป์บนแผ่นดินทวีปอเมริกาได้เลย… จนกระทั่งปี 2014 เมื่อ “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี ภายใต้การนำของ โยอาคิม เลิฟ ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นมา
นี่คือการคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ของพวกเขา (และเป็นครั้งแรกในนามประเทศเยอรมนีที่รวมชาติแล้ว) ซึ่งเกิดขึ้นจากส่วนผสมที่ลงตัวของขุมกำลังยุคทอง แท็คติกที่ยืดหยุ่น และการถล่มเจ้าภาพที่ช็อกสายตาคนทั้งโลก
การบ่มเพาะของ ‘โยอาคิม เลิฟ’
เลิฟ อดีตผู้ช่วยของ เจอร์เก้น คลินส์มันน์ ในปี 2006 ก้าวขึ้นมาคุมทีมด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน เขาใช้เวลาปลุกปั้นทีมชุดนี้ยาวนาน ผ่านความพ่ายแพ้ในนัดชิงยูโร 2008, รอบรองฟุตบอลโลก 2010 และยูโร 2012 จนกระทั่งในปี 2014 ทุกอย่างก็สุกงอม
เยอรมนีชุดนี้เต็มไปด้วยนักเตะพรสวรรค์สูงอย่าง มาริโอ เกิทเซ่, เมซุต โอซิล, โทนี่ โครส, ซามี เคดิร่า, มัตส์ ฮุมเมิลส์, เจอโรม บัวเต็ง และ มานูเอล นอยเออร์ ซึ่งแตกต่างจากสไตล์ดุดันแบบเดิมๆ ของเยอรมนีในอดีตอย่างสิ้นเชิง
การปรับแต่งแท็คติกระหว่างทัวร์นาเมนต์
เยอรมนีไม่ได้เริ่มต้นด้วย 11 ตัวจริงที่สมบูรณ์แบบ เลิฟต้องค่อยๆ ปรับจูนทีม เริ่มจากการขยับ ฟิลิปป์ ลาห์ม จากกองกลาง (แบบที่เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ใช้ที่บาเยิร์น) กลับมาเป็นแบ็กขวา ดันโธมัส มุลเลอร์ ไปยืนริมเส้น และดึง มิโรสลาฟ โคลเซ่ หอกจอมเก๋ามาเป็นตัวเป้า พร้อมๆ กับการเรียกความฟิตของ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ กลับมาบัญชาเกมแดนกลาง
กำเนิด ‘Sweeper-Keeper’ นามว่า นอยเออร์
ผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดในทัวร์นาเมนต์นี้คือ มานูเอล นอยเออร์ โดยเฉพาะในเกมรอบ 16 ทีมที่เฉือนชนะแอลจีเรีย 2-1 นอยเออร์ทำให้โลกได้เห็นคำว่า “Sweeper-Keeper” อย่างเต็มรูปแบบ เขาออกมาสกัดบอลนอกกรอบเขตโทษนับครั้งไม่ถ้วน บางจังหวะถึงขั้นวิ่งสปรินต์ไปเสียบสกัดตรงมุมธงราวกับเป็นกองหลังตัวสุดท้าย ฟอร์มของเขาในทัวร์นาเมนต์นี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการผู้รักษาประตูยุคใหม่
โศกนาฏกรรม 7-1 (Mineirazo)
ไม่มีใครคาดคิดว่ารอบรองชนะเลิศระหว่างบราซิลกับเยอรมนีจะกลายเป็นสกอร์ที่ถูกจดจำไปตลอดกาล ก่อนเกม อัตราต่อรองของทั้งสองทีมสูสีกันมาก แม้บราซิลจะไร้ เนย์มาร์ และ ติอาโก้ ซิลวา แต่การเป็นเจ้าภาพทำให้พวกเขายังดูน่ากลัว
ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เยอรมนีขึ้นนำ 5-0 ภายในครึ่งชั่วโมงแรก! พวกเขาเจาะทะลวงฝั่งซ้ายของบราซิล (ฝั่งมาร์เซโล่) จนพรุน ก่อนที่ครึ่งหลัง อังเดร ชูร์เล่ จะลงมาซัดเพิ่มอีกสองลูก จบเกมด้วยสกอร์ 7-1 ซึ่งถือเป็นผลการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ช็อกโลกที่สุดในศตวรรษที่ 21
นัดชิงชนะเลิศ: เมื่อ ‘เกิทเซ่’ ปลิดชีพฟ้าขาว
นัดชิงชนะเลิศกับอาร์เจนตินาเป็นเกมที่อึดอัด อาร์เจนตินามีโอกาสทองจาก กอนซาโล่ อิกวาอิน และ ลิโอเนล เมสซี่ ที่หลุดเข้าไปยิงหลุดกรอบอย่างน่าเสียดาย (ซึ่งเมสซี่ต้องรออีกถึง 8 ปีครึ่งกว่าจะได้แชมป์โลก)
เกมทำท่าจะจบด้วยการดวลจุดโทษ แต่ในนาทีที่ 113 อังเดร ชูร์เล่ ลากเลื้อยทางกราบซ้ายก่อนเปิดบอลเข้ากลางให้ มาริโอ เกิทเซ่ พักอกแล้วตวัดยิงด้วยซ้ายแบบไม่ต้องจับ บอลพุ่งตุงตาข่ายอย่างสวยงาม เป็นประตูชัยที่ส่งเยอรมนีผงาดคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ได้สำเร็จ
ทีมที่ดีที่สุดอย่างแท้จริง?
ในขณะที่ทีมอื่นๆ ต้องพึ่งพาดาราชูโรงเพียงคนเดียว (เมสซี่, เนย์มาร์, ร็อบเบน, ฮาเมส) เยอรมนีกลับแตกต่างออกไป พวกเขาอาจไม่ได้เล่นเข้าขากันอย่างสมบูรณ์แบบในทุกนัด แต่พวกเขา “มีขุมกำลังที่ดีที่สุด” ซึ่งเป็นผลพวงมาจากระบบการพัฒนาเยาวชนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ณ เวลานั้น
ในอดีต เยอรมนีมักถูกมองว่าเป็นทีมที่ “ระบบดีกว่าความสามารถรายบุคคล” แต่สำหรับปี 2014 เพียงแค่พวกเขานำพรสวรรค์ทั้งหมดมารวมกัน… แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลก