เธียร์รี่ อองรี เปิดใจประสบการณ์ฟุตบอลโลก: จุดสูงสุดในฐานะแชมป์, ความเจ็บปวด, และมุมมองคนเป็นโค้ช

BK8ทุกมิติแห่งฟุตบอลโลกผ่านสายตา ‘เธียร์รี่ อองรี’: แชมป์โลก, ผู้แพ้ และผู้อยู่เบื้องหลัง

“คุณจะรู้ได้เองว่าเมื่อไหร่ที่บรรยากาศมันดูเป็นใจ และเมื่อไหร่ที่มันไม่ใช่อย่างนั้น” นี่คือคำกล่าวของ เธียร์รี่ อองรี อดีตศูนย์หน้าระดับตำนานและผู้ช่วยโค้ชทีมชาติเบลเยียม ชายผู้ผ่านประสบการณ์ฟุตบอลโลกมาแล้วทุกรูปแบบ ทั้งในฐานะนักเตะและสต๊าฟฟ์โค้ช เขามักจะ “มีความรู้สึก” ถึงทิศทางของทีมเสมอเมื่อทัวร์นาเมนต์กำลังจะเปิดฉากขึ้น

ย้อนกลับไปในปี 1998 อองรีในวัย 20 ปี คือนักเตะม้ามืดที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะติดทีมชาติ แต่เขากลับจบการแข่งขันด้วยตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทีมชาติฝรั่งเศส พร้อมชูถ้วยแชมป์โลกอันทรงเกียรติ ทว่าในทางกลับกัน เขาก็เคยลิ้มรสความเจ็บปวดในนัดชิงชนะเลิศปี 2006 และการตกรอบแบ่งกลุ่มแบบหมดสภาพในปี 2002 และ 2010

นอกจากนี้ ในฐานะผู้ช่วยโค้ช เขายังเคยพาเบลเยียมทะลุถึงรอบรองชนะเลิศในปี 2018 และตกรอบแรกในปี 2022 ด้วยประสบการณ์ที่โชกโชนจากการมีส่วนร่วมในฟุตบอลโลก 6 จาก 7 ครั้งหลังสุด อองรีจึงเป็นที่ต้องการตัวของสื่อและสปอนเซอร์มากมายสำหรับฟุตบอลโลก 2026 ที่อเมริกาเหนือ

จากดาวรุ่งสู่แชมป์โลก 1998

“ผมเจอปัญหาช่วงท้ายฤดูกาลนั้น” อองรีเล่าถึงปี 1998 ตอนที่เขายังเป็นดาวรุ่งของโมนาโก “ผมไม่มีชื่ออยู่ในโผของใครเลย สื่อชอบคาดเดาว่าใครจะติดทีม ใครน่าจะติด หรือใครจะเป็นเซอร์ไพรส์ แต่ผมไม่ได้อยู่ในกลุ่มเซอร์ไพรส์ด้วยซ้ำ”

อองรีลงเล่นทุกนัดจนถึงรอบชิงชนะเลิศ โดยไร้ซึ่งความกดดันของนักเตะรุ่นใหญ่ “ผมแค่พร้อมที่จะพังทุกอย่างและวิ่งให้สุดกำลัง” เขายิ้ม แม้จะไม่ได้ลงเล่นในนัดชิงเพราะฝรั่งเศสเหลือ 10 คน แต่เขาก็ยังจำความรู้สึกวินาทีนั้นได้ดี “ผมจำได้ว่าตอนเรานำ 3-0 ผมยังมองนาฬิกาแล้วคิดว่า บราซิลจะยิง 3 ลูกใน 10 วินาทีได้ไหม? ผมไม่อยากดีใจเร็วเกินไป พอสิ้นเสียงนกหวีด มันเหมือนความฝันเลย”

ทว่าในฟุตบอลโลก 2002 และ 2006 ความรู้สึกกลับต่างออกไป “ปี 2002 เป็นเรื่องช็อกมาก เพราะเราคือทีมที่ดีที่สุดในโลกแบบทิ้งห่าง แต่เราดันมีตัวเจ็บเยอะ ทั้งผมและซีดาน ส่วนปี 2006 เราพ่ายจุดโทษในนัดชิง มันเป็นจังหวะของอิตาลีจริงๆ”

บทบาทโค้ช: เมื่อสภาพร่างกายและจิตใจคือความท้าทาย

เมื่อผันตัวมาเป็นโค้ช อองรีได้เรียนรู้ความท้าทายอีกรูปแบบหนึ่ง

“ในฐานะนักเตะ คุณไม่มีเวลาเตรียมตัวสำหรับฟุตบอลโลกหรอก นักกีฬาโอลิมปิกเตรียมตัว 6-7 เดือนเพื่อแข่งขัน แต่นักฟุตบอลเพิ่งเตะมา 70 นัด แล้วคนก็คาดหวังให้คุณโชว์ฟอร์มเทพทันที” อองรีอธิบาย

เขาเล่าถึงประสบการณ์การเป็นผู้ช่วยโค้ชทีมชาติเบลเยียมในปี 2018 ว่า “นักเตะบางคนเล่นมาแล้วกว่า 70 นัด บางคน 40 นัด บางคนเจ็บมา คุณต้องทำให้ทุกคนฟิตเท่ากันใน 10 วัน คุณจะทำยังไง? ตอนเป็นนักเตะผมไม่สนเรื่องพวกนี้เลย ซ้อมเสร็จก็กลับไปพักผ่อน พอมาเป็นโค้ชผมถึงกับต้องอุทานว่า ‘อ๋อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง!'”

นอกจากเรื่องร่างกายแล้ว จิตวิทยาและการจัดการทีมก็สำคัญ “ในการเล่นฟุตบอลโลก คุณต้องทำให้ทุกคนมีความสุข แม้แต่คนที่ไม่ได้ลงเล่น ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ (กุนซือทีมชาติฝรั่งเศส) ทำได้ดีมาก สถิติของเขามันน่าทึ่งจริงๆ”

ลูกตั้งเตะ (Set-piece): อาวุธคลาสสิกที่ไม่เคยเปลี่ยน

เมื่อถูกถามถึงเทรนด์ของ “ลูกตั้งเตะ” ที่ดูเหมือนจะมีความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน อองรีตอบกลับด้วยคำถามชวนคิด

“เราคว้าแชมป์โลกปี 1998 ได้ยังไงล่ะ?” (ซีดานโหม่ง 2 ลูกจากเตะมุม) “มาร์กเซยได้แชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งเดียวได้ยังไง?” (บาซิล โบลี่ โหม่งจากลูกเตะมุมปี 1993) “แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ทริปเปิลแชมป์ได้ยังไง?” (ได้ 2 ประตูจากเตะมุมในนัดชิงปี 1999)

อองรีอธิบายว่า ลูกตั้งเตะสำคัญมาโดยตลอด เพียงแต่ปัจจุบันทีมต่างๆ มีโค้ชเฉพาะทางเข้ามาดูแลรายละเอียดมากขึ้น “มันไม่เกี่ยวว่าจะเป็นยุคก่อนหรือยุคนี้ มีหลายครั้งที่เกมถูกปลดล็อกหรือตัดสินชัยชนะด้วยลูกตั้งเตะ แม้แต่ตอนที่เราเสียประตูตีเสมอให้อิตาลีในนัดชิงปี 2006 ก็มาจากลูกโหม่งเตะมุมของ มาเตรัซซี่” อองรีทิ้งท้าย