เปิดตำนาน ‘ฟรังโก้ บาเรซี่’ สุดยอดกัปตัน ‘เอซี มิลาน’ และผู้นำเบื้องหลังแนวรับที่แกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์!

BK8 – (บทความพิเศษตัดตอนจาก ‘The Soccer 100’ หนังสือรวบรวม 100 นักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล โดย The Athletic เพื่อต้อนรับฟุตบอลโลก 2026)

100 สุดยอดตำนานลูกหนังโลก: ‘ฟรังโก้ บาเรซี่’ — ‘อิล กาปิตาโน่’ ผู้มีวิสัยทัศน์แห่ง เอซี มิลาน

ฟรังโก้ บาเรซี่ ยืนอยู่ในโรงละครแอมะซอนที่เมืองมาเนาส์ ประเทศบราซิล โรงละครโอเปร่าสีชมพูแซลมอนที่สร้างขึ้นในปี 1896 ท่ามกลางป่าทึบแห่งนี้ คือสถานที่ที่ เวอร์เนอร์ แฮร์ซ็อก (Werner Herzog) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเยอรมันชื่อดัง ใช้ถ่ายทำฉากเปิดของภาพยนตร์เรื่อง Fitzcarraldo ในปี 1982

เหตุผลที่บาเรซี่เดินทางมาพักผ่อนที่นี่ เป็นเพราะความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างเขากับแฮร์ซ็อก ผู้กำกับรายนี้เคยกล่าวยกย่องเขาในเทศกาลภาพยนตร์เมื่อปี 2021 ไว้ว่า:

“ไม่เคยมีนักเตะคนไหนเข้าใจ ‘พื้นที่ว่าง’ (Space) ได้ดีเท่าเขาอีกแล้ว เขามองเกมได้ทะลุปรุโปร่งกว่านักเตะทุกคน จากทุกประเทศ และจากทุกยุคสมัย”

ทั้งแฮร์ซ็อกและบาเรซี่เติบโตมาในฟาร์มที่ห่างไกลความเจริญ มองเห็นเส้นขอบฟ้ากว้างไกล ทั้งคู่กลายมาเป็น “เรจิสต้า” (Regista – ผู้กำกับ/เพลย์เมกเกอร์) คนหนึ่งกำกับอยู่หลังกล้องภาพยนตร์ ส่วนอีกคนกำกับเกมรุกจากแนวรับของยอดทีม เอซี มิลาน ยุค 80s และ 90s

จากเด็กฟาร์ม สู่การถูกปฏิเสธโดยอินเตอร์ บาเรซี่และพี่น้องเติบโตในฟาร์มชานเมืองใกล้เบรสชา ตอนเด็กๆ เขาต้องรีดนมวัวและเล่นฟุตบอลตีนเปล่าบนลานดินเพื่อไม่ให้รองเท้าคู่เดียวที่มีอยู่ต้องพัง ลูกฟุตบอลหนังหนักอึ้งคือสมบัติชิ้นเดียวที่เขามี ซึ่งเขาดูแลมันอย่างดีด้วยการเอาหนังหมูตากแห้งมาขัดเพื่อให้มันใช้งานได้นานขึ้น

ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปเมื่อบาทหลวงในหมู่บ้านตั้งทีมฟุตบอลขึ้นมา แมวมองเริ่มแห่กันมาดูฟอร์ม เป๊ปเป้ พี่ชายของเขาถูก อินเตอร์ มิลาน คว้าตัวไปก่อน แต่สำหรับฟรังโก้… ต่างจากเรื่องเล่าทั่วไป เขาไม่เคยไปคัดตัวกับอินเตอร์ด้วยซ้ำ เพราะสโมสรมองว่าสภาพร่างกายของเขายังไม่พร้อม

โชคชะตาเล่นตลก เมื่อสโมสร เอซี มิลาน ให้โอกาสเขามาทดสอบฝีเท้าในเกมอุ่นเครื่อง บาเรซี่โชว์ทักษะพาบอลจากกรอบเขตโทษตัวเองขึ้นไปทำประตูได้สำเร็จ และตั้งแต่วันนั้น มิลานก็ค้นพบกัปตันทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

‘อิล กาปิตาโน่’ ผู้ไม่เคยทอดทิ้งครอบครัว สำหรับกลุ่มอุลตร้า มิลาน ในซาน ซิโร่ มีเพียงคนเดียวที่คู่ควรกับคำว่า ‘อิล กาปิตาโน่’… ไม่ใช่ จานนี่ ริเวร่า และไม่ใช่ เปาโล มัลดินี่ แต่คือ ‘บาเรซี่’

เมื่อตอนที่บาเรซี่ย้ายมาอยู่กับมิลาน เขาและพี่น้องกลายเป็นเด็กกำพร้า สโมสรรับเขาเข้ามาดูแลดุจคนในครอบครัว และเขาตอบแทนด้วยความจงรักภักดีตลอดชีวิต

บาเรซี่พาทีมคว้า “สคูเด็ตโต้ เดลล่า สเตลล่า” (แชมป์ลีกสมัยที่ 10 ซึ่งทีมจะได้ดาวสีทองประดับเสื้อ) ในปี 1979 แต่ปีต่อมา มิลานกลับตกชั้นเป็นครั้งแรกจากคดีล็อกผลบอล (Totonero) ไม่เพียงเท่านั้น เขายังต้องเผชิญกับอาการติดเชื้อในกระแสเลือดจนเดินไม่ได้และต้องนั่งรถเข็น แต่เขาก็ฟื้นตัวกลับมาได้

ปี 1982 มิลานตกชั้นอีกครั้ง แต่บาเรซี่ก็ยังถูกเรียกตัวติดทีมชาติอิตาลีชุดลุยฟุตบอลโลก และคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ (แม้จะไม่ได้ลงเล่นเลยแม้แต่นาทีเดียว) ในฐานะแชมป์โลก เขาจะย้ายทีมไปอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่เขาเลือกที่จะอยู่ช่วยมิลานในเซเรียบี เพราะเขาจำได้ดีว่าสโมสรดูแลเขาอย่างไรในวันที่เขาสูญเสียพ่อแม่… สำหรับเขา มิลานคือครอบครัว

การกำเนิดใหม่ของแนวรับ และน้ำตาแห่งโรสโบวล์ บาเรซี่สวมปลอกแขนกัปตันทีมตั้งแต่อายุ 22 ปี ยิงยาวไปจนถึงวัย 37 ปี เขาเป็นแกนหลักในทีมมิลานยุค ‘Immortals’ (ผู้เป็นอมตะ) และ ‘Invincibles’ (ผู้ไร้เทียมทาน)

การมาถึงของกุนซือ นิลส์ ลีดโฮล์ม และตามด้วย อาร์ริโก้ ซาคคี่ เปลี่ยนรูปแบบการเล่นจากแบบ ‘แมน-ทู-แมน’ มาเป็นระบบ ‘โซน’ บาเรซี่ที่รูปร่างไม่ได้สูงใหญ่ ใช้การอ่านเกมที่เฉียบขาด การเข้าปะทะที่ดุดัน และความเร็วในการขยับไลน์ล้ำหน้า เปลี่ยนตัวเองจาก ‘ลิเบอโร่’ สไตล์เก่า มาเป็นเซ็นเตอร์แบ็กที่ขับเคลื่อนเกมรุกอย่างเต็มตัว มิลานภายใต้ซาคคี่คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ 2 สมัยซ้อน (1989, 1990) และต่อยอดทำสถิติไร้พ่ายในลีก 58 นัดในยุคของ ฟาบิโอ คาเปลโล่

ในปี 1994 บาเรซี่ในวัย 34 ปี เจ็บหมอนรองกระดูกเข่าฉีกในเกมรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลกที่อเมริกา ใครๆ ก็คิดว่าทัวร์นาเมนต์ของเขาจบลงแล้ว แต่ 24 วันต่อมา เขากลับมาลงตัวจริงในนัดชิงชนะเลิศพบกับ บราซิล! โรมาริโอ และ เบเบโต้ ถึงกับอึ้งที่เห็นเขากลับมาลงสนาม บาเรซี่เล่นเกมที่ดีที่สุดในชีวิต ยื้อทีมจนถึงการดวลจุดโทษ… ก่อนที่ความเหนื่อยล้าจะทำให้เขาพลาดจุดโทษลูกแรก

บาเรซี่ผู้ไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็น ปล่อยโฮออกมาต่อหน้าคนทั้งโลกกลางสนามโรสโบวล์ แต่เป็นการร้องไห้จากความแข็งแกร่ง เพราะเขาไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีกแล้ว

เมื่อเขาแขวนสตั๊ดในปี 1997 สโมสรได้รีไทร์เสื้อหมายเลข 6 ของเขาเป็นการถาวร แม้บาเรซี่จะไม่เคยได้รางวัลบัลลงดอร์ แต่ประธานสโมสร ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ได้มอบแบบจำลองบัลลงดอร์ให้เขาเป็นการส่วนตัว… เพื่อยืนยันว่า หากจะมีใครสักคนที่คู่ควรกับมัน ก็ต้องเป็นปราการหลังที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่โลกเคยมีมาคนนี้.

(บางที น่าจะมีใครสักคนสร้างหนังเกี่ยวกับเขานะ… ไม่แน่ อาจจะเป็น เวอร์เนอร์ แฮร์ซ็อก ก็ได้)