‘แฟรงค์ แลมพาร์ด’ เปิดใจหมดเปลือก! แฉเบื้องหลังพาทีมเลื่อนชั้น พร้อมรับบทบาทกุนซือจอมแสดง

BK8การกลับมาของ ‘ซูเปอร์แฟรงค์’: เบื้องหลังความสำเร็จ และตัวตนใหม่ในฐานะกุนซือจอมทัพ

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ท่ามกลางบรรยากาศเฉลิมฉลองชัยชนะ 5-1 ของ โคเวนทรี ซิตี้ เหนือ ปอร์ทสมัธ ที่การันตีตำแหน่งแชมป์แชมเปี้ยนชิพ เสียงเพลงประจำตัวของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ดังกระหึ่มไปทั่วสนาม “พวกเรามี ซูเปอร์ แฟรงกี้ แลมพาร์ด เขารู้ดีว่าพวกเราต้องการอะไร…” และตัวเขาเองก็ร่วมร้องเพลงนี้ในสนามด้วยการแปลงเนื้อเป็น “ผมรู้ดีว่าเราต้องการอะไร…”

แม้จะดูเหมือนเป็นการหลงระเริง แต่ใครจะไปว่าเขาได้ล่ะ? ในเมื่อเขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ก่อนจบฤดูกาลถึง 2 นัด และพาโคเวนทรีเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี ด้วยงบประมาณค่าเหนื่อยนักเตะที่อยู่รั้งท้ายตาราง

แรงผลักดันจากความกลัว และการพิสูจน์ตัวเอง คำถามคือ อะไรคือสิ่งที่ทำให้แลมพาร์ดผู้เคยประสบความสำเร็จสูงสุดในฐานะนักเตะ ยอมกลับมาเสี่ยงกับความล้มเหลวอีกครั้งหลังจากแยกทางกับเชลซีและเอฟเวอร์ตัน?

“มันอาจจะมาจากพื้นฐานครอบครัวครับ พ่อผมเข้มงวดมาก ท่านมักจะผลักดันผมเสมอ ‘แกต้องเร็วกว่านี้ แกต้องทำแบบนั้น ไม่งั้นแกจะไม่ประสบความสำเร็จ’ มันเลยฝังรากลึกในตัวผม” แลมพาร์ดอธิบาย “แล้วผมก็มีแม่ที่คอยสอนให้ผมอ่อนน้อมถ่อมตน ผมเลยมีกำแพงในใจที่คอยบอกตัวเองเสมอว่า ‘ฉันอยากจะสู้กลับ ฉันอยากจะแสดงให้เห็นว่าฉันเก่งกว่านั้น’ ผมพกความรู้สึกนี้ไปทุกๆ ที่ที่ทำงาน”

การเข้ามารับงานต่อจาก มาร์ค โรบิ้นส์ ตำนานของสโมสร ทำให้เขาต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล “ผมเป็นคนมองโลกตามความเป็นจริง ผมเห็นคอมเมนต์ของนักวิจารณ์ที่บอกว่า ‘นี่อาจจะเป็นงานสุดท้ายของเขาก็ได้’ ดังนั้นผมเลยตั้งใจทำงานให้ดีและเห็นผลเร็วที่สุด เพื่อพิสูจน์ตัวเองลบคำสบประมาทเหล่านั้น”

เรียนรู้จากอดีต สู่ ‘ความนิ่ง’ ในแบบของตัวเอง แลมพาร์ดเรียนรู้มากมายจากประสบการณ์ในอดีต โดยเฉพาะบทเรียนราคาแพงในช่วงท้ายของการคุมเชลซีรอบแรก “ช่วง 2-3 สัปดาห์สุดท้ายตอนนั้น ผมพยายามจะหาทุกคำตอบพร้อมๆ กัน เอางานกลับไปทำที่บ้าน คิดหนักว่าจะแก้ปัญหาการซ้อมยังไง ตอนนี้ผมใจเย็นขึ้นแล้ว… การพยายามจะหาคำตอบทุกอย่างในตอนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อพลังงานของผมเลย”

นอกจากนี้ เขายังซึมซับเอาปรัชญาจากยอดกุนซือที่เคยร่วมงานด้วย ทั้งความเยือกเย็นของ คาร์โล อันเชล็อตติ และความมั่นใจอันเปี่ยมล้นของ โชเซ่ มูรินโญ่ “คาร์โลเป็นผู้จัดการทีมที่ใจเย็นที่สุดเท่าที่ผมเคยร่วมงานด้วย… ผมเลยพยายามถ่ายทอดความรู้สึกนั้นออกมา ส่วนมูรินโญ่สอนให้ผมมีความมั่นใจและมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ชนะ แต่แน่นอนว่าผมไม่สามารถเป็นโชเซ่หรือคาร์โลได้ เพราะมันไม่ใช่ตัวผม”

วิกฤตกลางฤดูกาล กับบทบาท ‘นักแสดง’ ความใจเย็น ช่วงกลางฤดูกาลที่ผ่านมา โคเวนทรีต้องเผชิญกับวิกฤตฟอร์มตกจนถูก มิดเดิลสโบรห์ ไล่จี้ติด แลมพาร์ดยอมรับว่านี่คือบททดสอบสำคัญ “ผมต้องเป็นคนแรกที่ไม่ตื่นตระหนก… ผมพยายามรักษาความนิ่งเอาไว้ ทั้งต่อหน้านักเตะและสื่อมวลชน”

เมื่อถูกถามว่าทักษะการแสดงความใจเย็นของเขาเป็นอย่างไร แลมพาร์ดตอบติดตลกว่า “ผมว่าก็ดีอยู่นะครับ แต่การแกล้งทำต่อหน้านักเตะก็อันตรายเหมือนกัน เพราะพวกเขาสัมผัสได้เร็วมากว่าเราไม่ได้เป็นตัวของตัวเองจริงๆ”

ความท้าทายใหม่ใน พรีเมียร์ลีก การกลับมาสู่ลีกสูงสุดในเดือนสิงหาคมนี้ คือบททดสอบที่ใหญ่กว่าเดิม แลมพาร์ดตระหนักดีถึงความยากลำบากที่รออยู่ “ผมต้องเข้าใจว่ามันจะไม่เหมือนปีนี้แน่ๆ เราจะแพ้หลายเกม และทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมาก็มีโอกาสตกชั้นสูง… ผมมีความทะเยอทะยานนะ และผมรู้สึกว่าผมรู้ว่าเราต้องทำอะไร เราต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและรวดเร็ว”

แลมพาร์ดพร้อมแล้วที่จะนำเอาประสบการณ์ทั้งหมดที่มี มาปรับใช้เพื่อพา โคเวนทรี ซิตี้ สร้างความประหลาดใจในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า และพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นอีกครั้งว่า “เขารู้ดีว่าทีมต้องการอะไร…”