เปิดสูตรลับเพลงฮิต: อะไรทำให้ ‘เพลงฟุตบอลโลก’ กลายเป็นตำนานที่แฟนบอลไม่มีวันลืม?

‘Olé, olé, olé, olé’: ถอดรหัสลับมนต์เสน่ห์แห่ง ‘เพลงฟุตบอลโลก’ ที่ตราตรึงในความทรงจำตลอดกาลBK8

เมื่อเทศกาลฟุตบอลโลกเปิดฉากขึ้น นอกเหนือจากเกมการแข่งขันอันดุเดือดแล้ว แฟนบอลต่างก็ได้ดื่มด่ำไปกับสีสัน เสียงเชียร์ และที่ขาดไม่ได้เลยคือ “เพลงประจำทัวร์นาเมนต์”

ด้วยท่วงทำนองที่ติดหูและเนื้อร้องที่หนักแน่น เพลงฟุตบอลโลกได้กลายเป็นดั่งออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อยก่อนเกมมานานหลายทศวรรษ แม้ว่าในยุคหลังๆ เพลงอย่างเป็นทางการจะถูกขับร้องโดยซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง พิตบูล (Pitbull) หรือ ชากีร่า (Shakira) แต่กลับกลายเป็นว่า “เพลงยุคเก่า” จากหลายสิบปีก่อนต่างหาก ที่ยังคงตราตรึงและถูกแฟนบอลรุ่นแล้วรุ่นเล่านำมาร้องตระโกนลั่นสนาม

อะไรคือเวทมนตร์ที่ทำให้เพลงเหล่านี้กลายเป็นตำนานที่ไม่มีวันตาย?

ยุคทองแห่ง อิตาเลีย ’90

แฟนบอลมักจะจดจำเพลงที่มีเนื้อหามองโลกในแง่ดีและแฝงไปด้วยความรู้สึกโหยหาอดีต (Nostalgia) ยกตัวอย่างเช่นเพลง World In Motion ของทีมชาติอังกฤษ และ Put ‘Em Under Pressure ของทีมชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (ที่มาพร้อมท่อนฮิต Olé, olé, olé, olé) ซึ่งทั้งสองเพลงถูกปล่อยออกมาก่อนศึกฟุตบอลโลกปี 1990 ที่อิตาลี

สำหรับ Put ‘Em Under Pressure ความพิเศษอยู่ที่การได้ แลร์รี มัลเลน จูเนียร์ (Larry Mullen Junior) มือกลองวง U2 มาเป็นโปรดิวเซอร์ โดยมีการนำริฟฟ์กีตาร์จากเพลง Dearg Doom ของวง Horslips มาผสมผสานเข้ากับเสียงสัมภาษณ์ของ แจ็ค ชาร์ลตัน ผู้จัดการทีมชาติไอร์แลนด์ในขณะนั้น

แบร์รี่ เดฟลิน มือเบสวง Horslips ถึงกับยกย่องให้เพลงนี้เป็น “หนึ่งในเพลงชาติฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

“ที่ไอร์แลนด์ เพลงนี้มักจะถูกเปิดเพื่อปิดท้ายงานแต่งงานเสมอ มันกลายเป็นตำนานไปแล้ว… ผมชอบมากที่ แจ็ค ชาร์ลตัน พูดในเพลงว่า ‘เราจะไปยัดเยียด (inflict) เกมของเราใส่พวกเขา’ ซึ่งตอนแรกเขาตั้งใจจะใช้คำว่า ‘ยัดเย้า’ (impose) แต่คำว่ายัดเยียดกลับกลายเป็นคำอธิบายที่แม่นยำกว่า เพลงนี้ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ” เดฟลิน กล่าว

เดฟลินยังเชื่อว่าปี 1990 คือปีแห่งการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์เพลงฟุตบอลโลก “ผมคิดว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนที่มีความพยายามจะทำให้เพลงดูฉลาดขึ้นและเชื่อมโยงกับเกมจริงๆ ตั้งแต่นั้นมาก็ยังไม่มีเพลงไหนทำได้ดีกว่าสองเพลงนี้เลย”

เบียร์ ความประหม่า และห้องอัดเสียง

การดึงนักฟุตบอลมาร้องเพลงไม่ใช่เรื่องง่าย เจอร์รี อาร์มสตรอง อดีตนักเตะทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ เล่าถึงเบื้องหลังการบันทึกเสียงเพลง Yer Man ร่วมกับ ดาน่า (Dana) นักร้องแชมป์ยูโรวิชัน ก่อนลุยศึกฟุตบอลโลก 1982 ที่สเปนว่า เต็มไปด้วย “ความประหม่า”

“นักเตะของเราหลายคนไม่ใช่คนที่ร้องเพลงเป็นเลย ผมจำได้ว่าหลังจากการอัดเสียงรอบแรก ผมเลยเสนอว่าขอไปหยิบเบียร์มาสักสองสามกระป๋องให้ทุกคนได้ผ่อนคลายกันก่อน แล้วหลังจากนั้นเราก็อัดกันต่อแบบรวดเดียวจบ ไร้ปัญหา”

ดินเนอร์ที่ปลิวใส่หน้าจอทีวี

เพลงฟุตบอลโลกสามารถสร้างทั้งรายได้มหาศาลและความเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน ฟิล คูลเตอร์ นักแต่งเพลงชาวไอร์แลนด์เหนือ ผู้ร่วมแต่งเพลง Back Home ของทีมชาติอังกฤษในปี 1970 เล่าถึงความหวังที่จะกลายเป็นเศรษฐีจากยอดขายแผ่นเสียงที่ถล่มทลาย

“ผมกำลังนั่งดูทีวีพร้อมกับกินมื้อค่ำบนถาด และคิดในใจว่า ‘ฉันคงเกษียณสบายๆ ด้วยรายได้จากเพลงนี้แน่ๆ’… นี่มันเหมือนถูกลอตเตอรี่เลย ผมวางแผนจะซื้อเรือยอทช์ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสไว้แล้ว”

“แต่แล้ว… เยอรมันตะวันตกก็พลิกกลับมาเอาชนะได้ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และก่อนที่คุณจะรู้ตัว ทุกอย่างก็จบลง ผมโกรธจนปาถาดอาหารค่ำใส่ทีวีเลยล่ะ”

สีสันบทเพลงของแฟนบอลยุคปัจจุบัน

ในยุคปัจจุบัน แฟนบอลแต่ละชาติก็มีบทเพลงที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไป:

  • สกอตแลนด์: การกลับมาลุยฟุตบอลโลกหนแรกในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ แฟนบอล “ตาร์ตัน” เลือกใช้เพลงแปลงจากธีมรายการทีวี Cheers ผลงานของ รอสโก แมคเคลแลนด์ ที่ชื่อว่า “Sláinte” มาเป็นเพลงฮิตประจำทัวร์นาเมนต์
  • อังกฤษ: ยังคงไม่มีเพลงไหนโค่น “Three Lions” และท่อนฮิตระดับชาติอย่าง “It’s coming home” ลงได้
  • บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา: เพลงเก่าแก่ที่สะท้อนความผิดหวังในอเมริกันดรีมอย่าง “I Am From Bosnia – Take Me to America” ถูกนำมาดัดแปลงเนื้อร้องใหม่ให้เข้ากับฟุตบอล จนกลายเป็นไวรัลฮิตในหมู่แฟนบอล

ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ “เพลงฟุตบอลโลก” ก็จะยังคงเป็นมนต์เสน่ห์ที่คอยเชื่อมโยงความทรงจำ รอยยิ้ม และหยาดน้ำตา ของแฟนบอลทั่วโลกเอาไว้ด้วยกันตลอดไป