‘รุ่งอรุณแห่งซามูไร’: ทำไม ‘ญี่ปุ่น’ ถึงเป็นเต็งหนึ่งม้ามืด ที่พร้อมสร้างแรงสั่นสะเทือนในฟุตบอลโลก 2026 – BK8
เวทีฟุตบอลโลกมักจะมีพื้นที่ว่างสำหรับ “ม้ามืด” ผู้สร้างปาฏิหาริย์และหักปากกาเซียนเสมอ ลองถาม โมร็อกโก, รัสเซีย หรือ คอสตาริกา ดูสิ พวกเขาล้วนเคยสร้างปรากฏการณ์ทะลุเข้าสู่รอบลึกๆ ท่ามกลางความคาดหวังที่น้อยนิดก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มขึ้น
ยิ่งในศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่มีการขยายจำนวนทีมจาก 32 เป็น 48 ทีม โอกาสที่เราจะได้เห็นม้ามืดหน้าใหม่ก็ยิ่งเปิดกว้างมากขึ้น ทว่าหากมองหาชาติที่มีความพร้อมที่สุด ทั้งในแง่ของคุณภาพนักเตะ ฟอร์มการเล่น และประสบการณ์ คงไม่มีใครโดดเด่นไปกว่า “ซามูไรบลู” ทีมชาติญี่ปุ่น
จากความเจ็บปวดในปี 2022 สู่ความหวังครั้งใหม่
ย้อนกลับไปในปี 2022 ญี่ปุ่นสร้างผลงานสะท้านโลกด้วยการคว่ำทั้ง เยอรมนี และ สเปน คว้าแชมป์กลุ่ม E ได้อย่างสง่างาม ทว่าบทสรุปกลับจบลงด้วยความเจ็บปวดแบบเดิมๆ เมื่อพวกเขาต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งที่ 4 หลังพ่ายดวลจุดโทษให้กับ โครเอเชีย
มาในวันนี้ 4 ปีผ่านไป ทัพซามูไรบลูเตรียมลงประเดิมสนามนัดแรกกลุ่ม F พบกับ เนเธอร์แลนด์ ในคืนวันอาทิตย์นี้ พร้อมกับความเชื่อมั่นที่เพิ่มพูนขึ้นว่า นี่อาจเป็นการลุยฟุตบอลโลกครั้งที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขา (ร่วมสายเดียวกับ สวีเดน และ ตูนิเซีย) โดยมีสถิติสุดโหดคือ การไร้พ่ายต่อทีมจากยุโรป 9 นัดติดต่อกัน ค้ำคออยู่
“สำหรับผม การเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ (8 ทีมสุดท้าย) ซึ่งเป็นจุดที่เราไม่เคยทำได้หรือแม้แต่สัมผัสมาก่อน คือเป้าหมายหลัก” มายะ โยชิดะ อดีตกองหลังกัปตันทีมวัย 37 ปี ซึ่งเดินทางมาในฐานะ “ผู้เล่นสนับสนุน” นอกสนาม กล่าวอย่างหนักแน่น “อะไรที่ไกลกว่านั้นถือเป็นโบนัสแล้ว”
‘เป้าหมายของเราคือการเป็นที่สุดของที่สุด’
ไม่ใช่แค่ โยชิดะ ที่ตั้งมาตรฐานไว้สูง ฮาจิเมะ โมริยาสุ กุนซือวัย 57 ปี มองไกลไปถึงตำแหน่งแชมป์โลก
“เป้าหมายของผมคือการให้ทีมเป็นที่สุดของที่สุด” โมริยาสุ ให้สัมภาษณ์ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ “ผู้เล่น 19 จาก 26 คนในชุดลุยกาตาร์ ได้กลายมาเป็นแกนหลักในรอบคัดเลือกโซนเอเชียครั้งนี้ พวกเขาตั้งเป้าหมายไว้สูงตั้งแต่ต้น นั่นคือการคว้าแชมป์โลก และยังคงรักษาทัศนคติเพื่อพัฒนาตัวเองไปสู่จุดนั้น”
ความมั่นใจนี้ไม่ได้มาจากความว่างเปล่า ญี่ปุ่นเป็นชาติแรก (ที่ไม่ใช่เจ้าภาพ) ที่การันตีตั๋วมาลุยรอบสุดท้ายด้วยผลงานรอบคัดเลือกที่เกือบจะสมบูรณ์แบบ ยิ่งไปกว่านั้น นับตั้งแต่จบฟุตบอลโลกที่กาตาร์ พวกเขายังเดินหน้าคว่ำทีมยักษ์ใหญ่อย่าง อังกฤษ, เยอรมนี และ บราซิล มาแล้ว
สายเลือดที่เติบโตในแผ่นดินยุโรป
กุญแจสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นต่อกรกับชาติต่างๆ ได้อย่างสูสี คือปริมาณนักเตะที่ค้าแข้งอยู่ใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรป นำทัพโดย ไดจิ คามาดะ (คริสตัล พาเลซ) และ อาโอ ทานากะ (ลีดส์ ยูไนเต็ด)
โยชิดะ อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “ยุคแรกๆ ผมเริ่มต้นกับ วีวีวี เวนโล ทีมหนีตกชั้นในลีกดัตช์ ซึ่งมันดีมากสำหรับการก้าวแรก แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้ชื่อเสียงของนักเตะญี่ปุ่นได้รับการยอมรับมากขึ้น นักเตะของเราได้เล่นร่วมกับ หรือดวลกับนักเตะระดับฟุตบอลโลกเป็นประจำทุกสัปดาห์”
“ประสบการณ์นั้นสร้างความแตกต่างอย่างมหาศาล แต่มันก็ต้องขอบคุณเส้นทางที่รุ่นพี่อย่าง ชุนซุเกะ นากามูระ, ฮิเดโตชิ นากาตะ หรือ ชินจิ โอโนะ ได้เบิกทางเอาไว้ ประตูบานนั้นถูกเปิดออก และตอนนี้มันกว้างกว่าเดิมมาก”
มุมมองจากกูรู: ใครคือม้ามืดร่วมกับญี่ปุ่น?
บรรดานักวิจารณ์ฟุตบอลระดับโลกต่างจับตามองญี่ปุ่นเป็นเสียงเดียวกัน พร้อมกับยกย่องชาติอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการเป็นม้ามืด ดังนี้:
- คริส ซัตตัน (อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ): “ผมเชียร์ญี่ปุ่นมาตั้งแต่ครั้งก่อนที่ชนะเยอรมนี พวกเขามีนักเตะเทคนิคสูงและอันตรายเสมอไม่ว่าจะเจอกับใคร อีกทีมที่ผมมองคือ เอกวาดอร์”
- ราเชล คอร์ซี่ (อดีตนักเตะทีมชาติสกอตแลนด์): “ญี่ปุ่นน่าจะไปได้ไกลกว่าที่อันดับ 18 ของโลกประเมินไว้ ส่วนอีกทีมที่ประมาทไม่ได้คือ ตุรกี”
- สเตฟ ฮอจตัน (อดีตกองหลังแมนฯ ซิตี้ และอังกฤษ): “ฉันชอบวิธีการเล่นของญี่ปุ่นมากตอนที่พวกเขามาเยือนเวมบลีย์ พวกเขาคือม้ามืดตัวจริง”
ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ “ซามูไรบลู” ชุดนี้ ไม่ได้เป็นเพียงตัวประกอบที่มาร่วมสร้างสีสัน ทว่าพวกเขาคือนักรบที่ลับดาบมาอย่างคมกริบ พร้อมที่จะฟาดฟันและเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่บนแผ่นดินอเมริกาเหนือแล้ว